[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#1

posted on 26 Jun 2015 21:27 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------



     ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวโพลน ทุกอย่างขาวเสียจนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆรึเปล่า


     เด็กหนุ่มกระพริบตาอย่างแผ่วเบาเพื่อเรียกสติตัวเอง พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นถึงได้รู้สึกตัวว่าร่างกายมันหนักอึ้งไปหมด


     ไม่ใช่... ไม่ใช่แค่นั้น มีอะไรบางอย่างพันธนาการเขาไว้กับเตียงอีกต่างหาก


     นัยน์ตาสีเทาเหลือบไปมองสิ่งที่มัดเขาไว้อย่างสงบ สงบจนตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ


     ก็มันไม่น่าแปลกใจหรอกเหรอ... ลืมตาตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่รู้จัก แถมยังถูกมัดไว้กับเตียงแบบนี้ ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปน่าจะกระวนวายจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว


     แต่... ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า เขารู้สึกเหมือนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาแบบนี้ รู้สึกราวกับว่า'ครั้งแรก'ที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในสถาการณ์แบบนี้เขาไม่ได้สงบแบบนี้ แต่อาจจะเพราะไม่ใช่ครั้งแรก เขาถึงได้ใจเย็นแบบนี้ได้


     พอคิดจะเรียบเรียงความคิดและดึงความทรงจำกลับมา เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เด็กหนุ่มหันไปมองต้นเสียงอย่างใจเย็น อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างสูง ผมสีขาวสนิท ดวงตาเยือกเย็นมองเขาผ่านกรอบแว่นอย่างไร้อารมณ์


     เด็กหนุ่มบนเตียงขยับตัวเล็กน้อยด้วยความเกรงอย่างไม่รู้ตัว ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากอะไรคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ชิงถามเขาซะก่อน


     “นายเป็นใคร”


     “...ซาซากิ” คนถูกถามขยับปากตอบก่อนที่สมองจะทันได้ประมวลผลเสียอีก “ซาซากิ ไฮเสะ เจ้าหน้าที่ระดับ1 สังกัดมาโดะ”


     “ดี”


     ทันทีที่ไฮเสะพูดจบ ความทรงจำของเขาในช่วงก่อนหน้าที่จะมานอนอยู่บนเตียงนี้ก็ไหลเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มพยายามจะลุกขึ้นเมื่อคิดขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ก็ติดตรงโซ่ที่ตรวนเขาเอาไว้ทั้งแขนและขา


     “คะ… คุณอาริมะ” ไฮเสะเรียกคนตรงหน้าเสียงอ่อยๆ คนที่เรียกคลี่ยิ้มบางอย่างขบขันก่อนจะหันไปเรียกเจ้าหน้าที่คนอื่นที่อยู่บริเวณนั้นให้นำกุญแจเข้ามาปลดโซ่ให้เขา ทันทีที่ไฮเสะลุกขึ้นจากเตียง เด็กหนุ่มสาวเท้าไปหาอาริมะอย่างรวดเร็วได้ท่าทางเป็นกังวล ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรคนที่พอเดาคำถามได้อยู่แล้วก็ชิงตอบเสียก่อน


  “ไม่มีใครเป็นอะไร ภารกิจสำเร็จแล้ว มีแค่นายคนเดียวที่ลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้น คนอื่นเขากลับไปพักที่บ้านกันหมดแล้ว”


     ไฮเสะเบ้ปากนิดหน่อยกับคำพูดหยอกเย้านั้นเรียกรอยยิ้มจากอาริมะได้กว้างขึ้น ชายหนุ่มยกมือขึ้นยีผมสีขาวเจือดำของไฮเสะเล็กน้อยอย่างเอ็นดู ยังไม่ทันที่คนตัวเตี้ยกว่าจะรู้ตัว อีกฝ่ายก็ทำท่าเหมือนจะเดินจากเขาไปเสียแล้ว


     “ดะ… เดี๋ยวสิครับ คุณอาริมะ แล้ว…  มันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนพาผมมาที่นี่เหรอครับ แล้ว… แล้วผมหลับไปนานแค่ไหนกันแน่” คำถามสุดท้าย เด็กหนุ่มเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ รู้สึกเหมือนนัยน์ตาหลังกรอบแว่นนั่นเย็นเยือกขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะกลับไปสงบนิ่งตามเดิม


     “นายก็แค่หลับยาวไปหน่อยเท่านั้นแหละ ไฮเสะ ไม่ต้องสงสัยอะไรมากนักหรอก ในเมื่อฉันบอกว่าไม่มีใครเป็นอะไรและภารกิจลุล่วงแล้ว มันก็ต้องหมายความตามนั้น ถูกไหม?”


     คนถูกย้อนถามกลับได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำยอม ด้วยความที่อีกฝ่ายที่เป็นถึงเจ้าหน้าที่พิเศษระดับสูงอย่างอาริมะ คิโชวที่เขาแสนจะเกรงด้วยแล้ว ต่อให้มีอะไรอยากจะพูดก็คงพูดไม่ออก อาริมะก็คงพอจับสังเกตุได้ว่าใบหน้าของอีกฝ่ายเจื่อนลงไปเหมือนกัน ร่างสูงถอนใจเงียบๆก่อนจะเปลี่ยนท่าทีอีกครั้งเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้


     “วันนี้จะแวะมาบ้านฉันรึเปล่าละ ถ้าเกิดว่านายไม่สบายใจ อยากจะมาค้างคืนก็มาได้นะ วันนี้ไม่ค่อยมีงานเยอะเท่าไร”


     “เอ๊ะ” คนถูกถามหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว รู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงอะไร ในเมื่อความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ใช่แค่’เพื่อนร่วมงาน’ธรรมดา แล้วการที่อาริมะชวนเขาไปนอนค้างที่บ้านนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวันเช่นกัน “ผม… ไปได้เหรอครับ”


     “อืม มาสิ จะได้มาเอาหนังสือที่ฉันยืมมาคืนไปด้วยเลย”


     ไฮเสะยิ้มบางๆกับคำอ้างนั้น รู้ทันเจตนาอีกฝ่ายที่ไม่ได้หมายความแค่นั้นอย่างแน่นอน อาริมะยิ้มให้กับรอยยิ้มรู้ทันของไฮเสะอย่างขบขัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรตอบโต้กันอีก คนตัวเตี้ยกว่าก็แค่พยักหน้ารับคำพูดนั้นเท่านั้น




     ไฮเสะตัดสินใจแวะกลับบ้านของตัวเองเพื่อไปหยิบเสื้อผ้ากับของใช้บางอย่างพร้อมกับทักทายลูกน้องในทีม รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่ตัวเองทำให้ลูกน้องเป็นกังวล ทั้งๆที่เขาเป็นหัวหน้าแท้ๆ

     "ซัสซัง วันนี้จะไปนอนบ้านคุณอาริมะสินะครับ" ชิราสุเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ แม้ว่าไฮเสะจะบอกกับทุกคนไปแล้วก็ตาม

     "อืม พอดีมีเรื่องงานค้างๆจะปรึกษาน่ะ" อะไรที่ว่านั่นก็ข้ออ้างน่ะนะ "โทษทีนะ รบกวนฝากทุกคนด้วย แล้วเจอกันที่ประชุมพรุ่งนี้" พูดพลางยัดหนังสือสองเล่มที่เจ้าตัวคิดว่าอาริมะน่าจะชอบยัดใส่กระเป๋า ชิราสุมองหัวหน้าตัวเองนิ่งๆอย่างชั่งใจว่าเขาควรจะพูดสิ่งที่คิดในใจไหม

     และเมื่อคนผมเหลืองเห็นอุริเอะที่ชงอะไรดื่มอยู่เมื่อครู่เดินขึ้นห้อง จนเหลือกันอยู่แค่เขาสองคนแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามเรื่องที่ติดอยู่ในใจ

     "ซัสซัง ตอนที่ซัสซังหลับอยู่น่ะ ฝันไม่ดีเหรอครับ?"

     "เอ๊ะ?" คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อย และเมื่อชิราสุเห็นสีหน้าสงสัยแกมกังวลของไฮเสะ เขาก็รีบพูดขึ้นลนๆ

     "เปล่าๆๆ ผมไม่ได้หมายถึงอะไรไม่ดีหรอกนะครับ แค่เห็นคุณละเมอแปลกๆตอนพวกเราเข้าไปเยี่ยมอยู่ก็เลย..."

     "นายเข้าไปในห้องนั้นตอนฉันสลบอยู่อย่างนั้นเหรอ? ห้องนั้นพวกนายห้ามเข้าไม่ใช่รึไง?"

     ชิราสุแทบจะยกมือขึ้นตีหัวตัวเองเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัด จริงๆแล้วห้องนั้นพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปตามที่คนตรงหน้าบอก แต่เพราะทุกคนในทีมของเขาเห็นว่าผู้เป็นหัว'หลับ'ไปนานเกินควร ถึงได้พยายามคะยั้นคะเยอขอเข้าไปเยี่ยมจนระดับพิเศษ อาริมะ คิโชวยอมให้พวกเขาเข้าไปเยี่ยมได้ในระยะเวลาหนึ่งโดยที่พูดทิ้งท้ายไว้ว่า 'อย่าบอกใครเรื่องนี้ละ' แล้วเชียว ปากเจ้ากรรมก็ดันถามโดยที่ลืมคิดเรื่องนั้นไปเสียสนิท

     ระหว่างที่ชิราสุกำลังอึกอักคิดหาคำพูดแก้ตัว ไฮเสะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอกำมือแน่นขึ้น ริมฝีปากเม้มติดอย่างคนคิดไม่ตก แปลว่าลูกน้องของเขาเห็นเขา'ในสภาพนั้น'เข้าแล้วสินะ ถูกพันธนาการอยู่กับเตียงด้วยโซ่ แถมไม่รู้ว่าตอนที่ถูกเห็นนั่นเป็นตอนที่เขา'คลั่ง'รึเปล่า โอ๊ย.... ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย

     "คือ... ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ พวกผมไม่ได้แอบเข้าไปนะ ชั้นพิเศษอาริมะ.... เขาอนุญาตให้พวกผมเข้าไปเยี่ยมคุณหน่อยนึง... แต่ก็แค่แป๊ปเดียวเท่านั้นแหละครับ แล้ว.... แล้ว.... จริงๆคุณอาริมะก็สั่งว่าไม่ให้บอกใครด้วย..." 

     คนแก้ตัวพูดอึกๆอักๆ เข้าใจความกังวลของหัวหน้าตัวเองไปคนละทาง ไฮเสะถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ

     "ถ้างั้นคราวหน้าก็ระวังอย่าหลุดปากเรื่องที่ไม่ควรพูดกับใครเข้าอีกละ" ตัวเขาเองอยรกจะถามต่อเหมือนกันว่าตอนที่พวกชิราสุเข้ามานั้น สภาพเขามันแย่ขนาดไหน แต่ด้วยความที่กลัวคำตอบและเขาเองก็พอจะเดาได้ ไฮเสะจึงทำเป็นลืมเรื่องนั้นแล้วหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นพาดบ่า "งั้น... ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันไปก่อนละ ประชุมพรุ่งนี้ อย่าสายแล้วกัน แล้วเจอกันนะ"

     "ครับ!" คนผมทองรับคำดิบดี

     โดยที่ไม่พูดถึงหรือตอบคำถามก่อนหน้าของลูกน้องในทีม ชายหนุ่มออกจากบ้านของตัวเองไปทั้งๆแบบนั้น เก็บงำคำตอบที่อยู่ในใจด้วยความกังวลไว้กับตัวเอง

     ฝัน.... ใช่ เขาฝันไม่ดี มันก็แค่ฝันร้ายเท่านั้นแหละ พอพรุ่งนี้เช้าเขามีเรื่องงาน เรื่องอื่นให้ต้องคิด เดี๋ยวฝันร้ายนั้นมันก็หายไปเอง

     ไฮเสะคิดย้ำกับตัวเองโดยที่ในใจของตัวเองลึกๆรู้อยู่แล้วว่านั่นมันไม่ใช่ฝัน และเขาคงไม่มีทางลืม


  ทันทีที่ไฮเสะก้าวเข้าไปในห้องของอาริมะ คนผมขาวก็เริ่มบ่นใส่อย่างไม่จริงจังนัก


  "มาช้าชะมัดเลย ไฮเสะ ไหนบอกว่าไม่เกินสี่ทุ่มไง"


  "ขอโทษครับ พอดีจัดของนานไปหน่อย" คนถูกบ่นหัวเราะแฮะๆกลบเกลื่อน ก่อนจะเริ่มหยิบของออกจากกระเป๋า ชายหนุ่มส่งหนังสือที่เขาหยิบมาเผื่อสองเล่มส่งให้อาริมะ คนใส่แว่นรับมาพลิกๆดูด้วยความพอใจ แต่ปากกลับขยับไปอีกทาง


  "ไม่เห็นต้องแบกมาให้หนักเลย ฉันไปเอาจากห้องนายก็ได้แท้ๆ"


  "ไม่หนักหรอกครับ คุณอาริมะ สองเล่มนี้ เล่มหนึ่งพึ่งออกใหม่ ส่วนอีกเล่มเก่าพอสมควร แต่เป็นงานเขียนคนเดียวกับที่คุณยืมไปก่อนหน้านี้ คิดว่าคุณน่าจะยังไม่เคยอ่าน"


  "ขอบใจนะ" ไม่พูดเปล่า อาริมะเลื่อนมือมาเสยเส้นผมสีขาวที่ปรกหน้าผากของอีกฝ่ายแล้วจรดริมฝีปากลงอย่างนุ่มนวล


  ไฮเสะหน้าร้อนฉ่าขึ้นทันทีกับการ'จู่โจม'อย่างไม่ทันตั้งตัวของอีกฝ่าย อาริมะยิ้มขำๆเมื่อเห็นว่าคนในอ้อมแขนเกร็งตัวแข็งทื่อซะจนดูตลก ร่างเล็กรอริมฝีปากของอีกฝ่ายให้ทาบลงมาที่ริมฝีปากของเขาอย่างไม่รู้ตัว แต่พอรู้ตัวอีกทีอาริมะก็เดินผละไปเสียแล้ว ทิ้งให้คนรอยืมตัวแข็งทื่อ กระพริบตาปริบๆอย่างงงงวย พอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังรอจูบจากอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ ใบหน้าขาวก็แดงฉ่าขึ้นมาอีกครั้ง


  "กินอะไรรองท้องมารึยัง เพราะถ้ายังคงลำบากหน่อย" อาริมะพูดเนิบๆ ทำเอาไฮเสะจากที่หน้าแดงอยู่งันไปได้เหมือนกัน "แต่ถ้ากาแฟละก็ หยิบชงได้ตามสบายเลยนะ"


  "เอ่อ... ครับ"


  ไฮเสะนิ่งมองปฎิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจ เพราะตามปกติ ถ้าอีกฝ่ายพูดเรื่อง'ของกิน'กับเขาขึ้นมาละก็... นั่นหมายถึงเขากำลังโกรธเรื่องอะไรบางอย่าง ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้... เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แค่เพราะใช้เวลาอยู่กับคนคนนี้มาได้ซักพัก และคุณอาริมะเองก็รู้ด้วยว่าการพูดเรื่อง'ของกิน' เป็นสิ่งที่แสลงใจของเขา


  คุณอาริมะโกรธอะไรเราเหรอ...? หรือแค่คิดไปเอง?


  ไฮเสะเหลือบสายตามองร่างสูงอย่างประเมิน ร่างสูงกำลังพลิกๆหนังสือสองเล่มที่เขาเอามาให้ ก่อนจะเลือกเล่มหนึ่งไว้ในมือแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ เปิดอ่านเงียบๆ คนผมดำปนขาวถอนใจเบาๆ ทำใจดีสู้เสือไปว่าเขาคงคิดมากไปเองและตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวไปอาบน้ำ


  ไฮเสะปล่อยให้ความคิดของตัวเองไหลไปเรื่อยๆพร้อมกับสายน้ำที่ไหลผ่านตัวเขา สายตาเหลือบมองบาดแผลตามตัวที่ตอนนี้เริ่มสมานตัวดีขึ้นเรื่อยๆ พอนึกอย่างนั้นแล้วจู่ๆชายหนุ่มก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา ยิ่งเมื่อครู่อาริมะพูดถึง’อาหาร’ของเขาขึ้นมาแล้ว มันพาลให้เขารู้สึกพะอืดพะอมกับการมีอยู่ของตัวเองทุกครั้งไป


  ร่างสูงรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบให้พูดถึง อาริมะถึงได้จงใจหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเวลาไม่พอใจอะไรเขา...


  ไฮเสะถอนหายใจเงียบๆ ปิดก๊อกน้ำ จัดการเช็ดตัวแต่งตัวก่อนจะก้าวออกมาจากห้องน้ำ บ่นบ่ามีผ้าเช็ดผมผืนบางที่เจ้าตัวใช้เช็ดผมลวกๆ 


  ขณะกำลังคิดอยู่ว่าจะหลอกถาม(?)ร่างสูงยังไงให้ได้คำตอบว่าตกลงอีกฝ่ายโกรธเขาอยู่ไหม อยู่ก็มีแรงดึงแขนเขาจากจุดที่เขาเดินก้าวออกมา กระชากเขาจนลอยไปหล่นตุ้บอยู่บนเตียง


  "อ้ะ....?" คนผมขาวแกมดำร้องออกมาอย่างงงๆ พอรู้สึกตัวอีกทีคนที่เป็นคนฉุดเขาขึ้นมาบนเตียงก็ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวเขาแล้ว ยังไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นสัมผัสร้อนๆที่ต้นคอก็ทำให้คนตัวเล็กว่ากลืนคำพูดลงคอ ไฮเสะเลื่อนมือมาดันไหล่หนาออกด้วยความตกใจ ยิ่งสะดุ้งหนักเข้าไปอีกเมื่ออีกฝ่ายทาบริมฝีปากลงมาอย่างรุนแรงพร้อมกับลิ้นหนาที่ควานเข้ามาเหมือนเป็นการบอกกลายๆว่าเขาไม่พอใจที่อีกฝ่ายพยายามผลักเขาออก


  โอเค.... แค่นี้ก็ชัดเลยว่าโดนโกรธ! ไม่ต้องมาหลอกถงหลอกถามอะไรทั้งนั้นละ


  "แฮ่ก... เดี๋ยวคระ... คุณอาริมะ มะ... ไม่พอใจอะไรผมเหรอ... อ๊ะ!" ไฮเสะสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อแล้วเริ่มเกลี่ยตรงบริเวณยอดอก


  "ยังกล้าถามอีกเหรอ ไฮเสะ นายไม่รู้จริงๆเหรอว่าฉันไม่พอใจนายเรื่องอะไร"


  "อะ....." ไฮเสะสะดุ้งวาบเมื่อมือของอีกฝ่ายเริ่มเลื่อนจากอกไล่ไปหน้าท้อง แล้วไล้ลงต่ำไปเรื่อยๆ "ดะ...เดี๋ยวครับ คุณอาริมะ ผมไม่เข้าใจ"


  "บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำอะไรเกินตัว" อีกฝ่ายโน้มต่ำลงมากระซิบข้างหูทำเอาคนตัวเล็กเสียวสันหลังวาบ ก่อนเจ้าตัวจะร้องครางออกมาอีกรอบเมื่อลิ้นของอีกฝ่ายเริ่มคลอเคลียอยู่ที่หู ไฮเสะออกแรงจับบ่าหนาของอีกฝ่ายด้วยร่างที่สั่นเล็กน้อย เขาทั้งชอบและไม่ชอบความรู้สึกนี้ไปพร้อมๆกันเมื่ออีกฝ่ายพูดอะไรใส่หูเขาพร้อมกับกวาดลิ้นไปด้วยแบบนี้ “เด็กที่ไม่เชื่อฟังสมควรจะโดนลงโทษไหม? ไฮเสะ”

 

  ราวกับว่าเจ้าของเสียงนั้นพยายามจะควบคุมเขา ราวกับว่าเขากำลังจะถูกกลืมกินโดยคนคนนี้ คนถูกถามเลื่อนมือไปจับเส้นผมสีขาวของอาริมะอย่างหาที่ยึดเหนี่ยว นัยน์ตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างสื่อความหมาย อาริมะมองใบหน้าแดงระเรื่อของอีกฝ่ายด้วยความเฉยชาอย่างจงใจ ก่อนจะกระตุ้นอีกฝ่ายด้วยการกระซิบที่ข้างหูอีกรอบ

 

  “นี่ นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ?”

 

  “อึก…” คนถูกคุกคามหลุบสายตาลงเล็กน้อย เขินเกินกว่าจะมองตาอีกฝ่ายตรงๆ “ครับ… ใช่ครับ”

 

  “ดี งั้นถ้ารู้ตัวแล้ว หลังจากนี้นายต้องทำตามที่ฉันสั่ง”

 

  “ครับ” ไฮเสะรับคำเสียงเบาด้วยสีหน้าที่แดงระเรื่อ ก่อนจะจูบอีกฝ่ายตอบเมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายทาบลงมาอย่างแผ่วเบา

 

  ไอ้เรื่องทำตามคำสั่งอะไรนั่น…. ต่อให้ไม่ใช่สถานการณ์นี้ยังไงเขาก็ต้องทำอยู่แล้ว





------------------------------------------------------------------------------------
จบไปหนึ่งตอน /ปรบมือ
จริงๆแล้วต่อจากนี้คือ.... แฮะๆๆ ใช่ค่ะ ฉากเรท -////- แต่คิดว่าคงไม่เอาลงเว็บนะคะ เพราะเดี๋ยวโดนแบน (แฮ่~)
ฝากติดตามฉากเรทตัวโดจิน(ที่เป็นมังงะ)ในรวมเล่มนะคะ แล้วจะมาอัพเดทเรื่อยๆค่า

Airiณ


edit @ 5 Jul 2015 18:19:59 by Airiณ

Comment

Comment:

Tweet