[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#2

posted on 05 Jul 2015 18:18 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------

 

  ไฮเสะลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย ไม่ได้อยากจะตื่นแต่นาฬิกาเวลาในร่างกายเขาทำงานดีเหลือเกิน พอแสงแดดจากข้างนอกกระทบเข้าหน่อยมันก็ตื่นเองเสียแล้ว ชายหนุ่มมองร่างสูงที่อย่างนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างๆก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


  คนคนนี้เวลาหลับก็น่ารักดีอยู่หรอก อย่าให้ตื่นขึ้นมาแล้วกัน... พี่แกน่ากลัวยิ่งกว่าอะไร


  มือบางเลื่อนไปสัมผัสพวงแก้มของคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างหมั่นเขี้ยว อาริมะส่งเสียงงัวเงียเป็นเชิงบอกอีกฝ่ายว่าขออีกห้านาที ไฮเสะหัวเราะเบาๆกับคำพูดนั้น ชั่งใจว่าจะล้มตัวนอนต่อหรือจะลุกออกจากเตียงไปทำข้าวเช้าให้คนข้างตัวเลยดี สุดท้ายความคิดอย่างหลังก็ชนะ


  คนผมสองสีผละออกจากเตียง จัดการล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินเข้าครัวเตรียมอาหารเช้าง่ายๆแต่มักได้รับคำชมจากอาริมะวางเตรียมไว้บนโต๊ะอาหาร ไฮเสะหยิบข้าวของของตัวเองเก็บใส่กระเป๋าเตรียมตัวออกข้างนอกอย่างเคยชิน แปลกใจนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมกับอาริมะที่ก้าวเท้าเข้ามาสีหน้าง่วงๆ


  "จะไปแล้วเหรอ ทำไมวันนี้รีบจังละ"


  "เดี๋ยวสายๆผมมีประชุมน่ะครับ คุณอาริมะละครับ วันนี้ตื่นเช้าจัง"


  "ก็แล้วแต่อารมณ์น่ะ บางวันอยากตื่นก็ตื่น" พูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าจานอาหารเช้าที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้แล้วเริ่มลงมือจัดการ "ขอบใจนะ ไฮเสะ ลำบากนายทุกครั้งเลย"


  "ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าคุณอาริมะชอบผมก็ดีใจ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ว่าจะไปเตรียมเอกสารก่อน" ชายหนุ่มว่าสีหน้ายิ้มๆ กำลังจะเดินผละไปอยู่แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่กวักมือเป็นเชิงเรียกเขาไว้ซะก่อน ไฮเสะเลิกคิ้วอย่างงงๆ แต่ก็เดืนเข้าไปหาอย่างว่าง่าย รู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็ออกแรงดึงให้เขาโน้มหน้าลงไปหาแล้วทาบจูบลงมาอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง


  "อะ...." คนผมขาวปนดำหน้าแดงขึ้นตามระเบียบ เรียกรอยยิ้มบางๆจากคนตัวสูงกว่า


  "เอาเป็นว่าหนังสือสองเล่มที่นายเอามาเมื่อวาน ฉันขอยืมไว้ก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวว่างๆจะเอาไปคืนให้"


  "คระ.... ครับ" ไฮเสะยกมือขึ้นเกาหัวแก้เขิน ยิ่งเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายยิ่งทำเอาเขาอยู่ไม่สุข "งะ... งั้น... ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้เจอกันฮะ คุณอาริมะ"


  ชายหนุ่มก้าวออกพ้นประตูตั้งแต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก่อนจะติดเกียร์หนีหายไปอย่างว่องไว


  โธ่เอ๊ยยยย คนคนนี้นี่เข้าใจยากซะจริง!





  จบจากอารมณ์สดใสช่วงเช้าเข้าสู่อารมณ์แห่งความกดดันและหดหู่ในช่วงสายยันบ่าย วันนี้เขาโดนอากิระ... มาโดะ อากิระ หญิงสาวผู้เป็นหัวหน้าเขาเรียกเข้าไปตักเตือนด้วยเหตุผลเดียวกับที่เขาโดนอาริมะเล่นงาน(?)เมื่อคืน การประชุมเป็นไปอย่างไปอย่างตะกุกตะกักเพราะลูกทีมของเขาเกิดมีปากเสียงกันกลางที่ประชุมทำเอาเขาโดนมองด้วยสายตาตำหนิแกมไม่พอใจจากหน่วยอื่น บางคนถึงขึ้นเหยียดเขาที่เป็นหัวหน้าอย่างไม่ปิดบังเลยด้วยซ้ำ


  "แค่คุมลูกน้องของตัวเองยังทำไม่ได้"


  ที่แย่ไปกว่านั้น.... ตั้งแต่ที่เขาปลดอุริเอะจากการเป็นหัวหน้าทีมแล้วแต่งตั้งให้ชิราสุขึ้นเป็นหัวหน้าแทน ดูเหมือนอุริเอะจะยิ่งแข็งข้อกับเขามากขึ้น ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนแต่เขาก็รู้สึกได้ ชิราสุเองก็ยังขาดประสบการณ์ในการนำทีม ที่สำคัญชายหนุ่มใจร้อนและฟิวส์ขาดเอาง่ายๆถ้าได้ยินคำพูดอะไรไม่เข้าหู มุทสึกิให้ความร่วมมือกับชิราสุดี แถมยังสุขุมมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นการจะประสานงานร่วมกับอุริเอะก็ยังเป็นไปได้ยากอยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงไซโกะ รายนั้นแค่ลุกออกจากเตียง เดินออกจากห้องก็แทบจะเป็นปาฎิหารย์แล้ว 


  'การรวมทีมน่ะ สำคัญมากนะไฮเสะ นายเป็นหัวหน้าของเจ้าพวกนั้น มันเป็นหน้าที่ของนายที่ต้องทำความเข้าใจคนในทีมและหาทางให้พวกเขาทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ได้' สิ่งที่อากิระพูดกับเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังยังทำให้เขาคิดหนักอยู่ในหัว 


  'แล้วผมควรจะต้องทำยังไงดีละครับ ยิ่งอุริเอะ... หมู่นี้เขาชอบลุยเดี่ยวอยู่เรื่อย... เมื่อก่อนตอนเขานำทีมเขาก็พาลูกทีมเข้าไปเสี่ยง ตอนนี้ชิราสุเป็นหัวหน้า เขาก็ไม่ค่อยฟังสิ่งที่ชิราสุพูดเลย' ไฮเสะขอคำปรึกษาจากอีกฝ่ายอย่างหนักใจ คนถูกถามเลิกคิ้วก่อนจะตอบเรียบๆ


  'นั่นเป็นสิ่งที่นายต้องหาวิธีด้วยตัวเอง ไฮเสะ นายอยู่กับเจ้าพวกนั้นแทบจะตลอด นายน่าจะรู้จักนิสัยของทุกคนดียิ่งกว่าฉัน'


 "เฮ้อ....." คนผมขาวปนดำถอนหายใจเฮือกกับคำแนะนำที่ไม่ช่วยอะไรเขาเท่าไรนอกจากยิ่งทำให้เขารู้สึกกดดันมากขึ้น

  นึกสงสัยตังเองสมัยก่อนที่ความทรงจำจะหายไป เขาจัดการกับสิ่งต่างๆอย่างนี้ยังไงนะ แล้วเขาทำอีท่าไหนถึงได้รับความไว้วางใจจนได้ขึ้นเป็นหัวหน้าของทีมควิ้งนี่ได้ละเนี่ย

  รู้สึกคุ้นๆอยู่ในหัวว่าก่อนที่เขาจะรับตำแหน่งนี้คุณอาริมะและให้คำแนะนำอะไรเขาหลายอย่าง เขาในตอนนั้นที่มีแต่ตัวเปล่า... แม้แต่ความทรงจำตลอด20ปีที่ผ่านมาของตัวเองก็ไม่มีเหลือ จำได้ว่าความรู้สึกนั้นมันชวนสับสนและกังวลแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็มายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับ1 ที่ปรึกษาหน่วยควิ้งแห่งCCG... ตำแหน่งที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีไหม

  'เป็นหัวหน้าน่ะ เป็นตำแหน่งที่โดดเดี่ยวนะ ไฮเสะ' เขายังจำคำพูดระดับพิเศษอาริมะได้ดี 'แต่ฉันเชื่อว่านายจะทำได้ดี พยายามเข้าละ'

  คิดถึงตรงนี้ไฮเสะก็คลี่ยิ้มบางๆออกมา คำพูดแบบนั้น... บางทีคุณอาริมะอาจจะพูดกับทุกคนก็ได้ แต่ถึงยังไงเรื่องที่ว่าคำพูดนั้นคอยเป็นกำลังให้เขาก็ยังเป็นเรื่องจริงอยู่ดี

  ไฮเสะนั่งคิดทบทวนถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอีกพักหนึ่งก่อนจะเริ่มหยิบสมุดที่จดสิ่งที่ต้องทำไว้ขึ้นมาเปิดดูเมื่อรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น กวาดสายตามองลิสต์รายการแล้วอารมณ์ที่เริ่มดีขึ้นก็แย่ลงอีกครั้ง วันนี้เขาควรจะได้รายงานความคืบหน้าของคดีที่กำลังสืบจากชิราสุ แต่เมื่อกี้ตอนเจอหน้ากันอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร และก็ผิดที่เขาที่ไม่ได้ถามอะไรเช่นกัน

  "โอย.... สงสัยต้องโทรตาม" พูดอย่างหนักใจพลางยกมือขึ้นเกาหัว พอกำลังคิดจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์สายตาเขาก็เลื่อนไปมองลิสต์อีกตัวที่อยู่ในวันเดียวกันแล้วแทบจะถอนใจยาวออกมาอีกรอบ

  วันนี้คือวันที่เขาจำเป็นต้อง'กิน' ก็เริ่มรู้สึกท้องมันว่างขึ้นมานิดๆแล้วละ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ถ้าไม่กินอะไรเลยวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็โดน'เบื้องบน'กำหนดวันมาให้ว่าควรจะกินภายในวันไหนต่อเดือน ไฮเสะยังจำได้ดี ในช่วงแรกๆที่เขารู้สึกพะอืดพะอมและ'รับไม่ได้'กับการกินของตัวเอง เขาพยายามเลี่ยงหรือผัดผ่อนการกินของตัวเองจนเกือบจะเสียการควบคุมไปแล้ว หลังจากนั้นเขาต้องโดนบังคับให้ไป'กิน'ต่อหน้าเจ้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงระดับพิเศษอาริมะเป็นเวลาหลายเดือนกว่าทุกฝ่ายจะวางใจและปล่อยให้เขากลับมากินที่ห้องของเขาเอง

  ไฮเสะยกสองมือขึ้นกุมหน้าตัวเองเมื่อคิดว่าเขาต้องจัดการอะไรบ้าง เขาไม่เคยรู้สึกดีเลยทุกครั้งที่เขาต้องลงมือจัดการหาอะไรใส่ท้องของตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอด

  ถ้าอย่างนั้นตัวเขาจะต่างอะไรกับ'ผีดิบ'ที่พวกเขาคอยไล่ล่ากันอยู่ทุกวันล่ะ?

  ชายหนุ่มพยายามสลัดความคิดนั้นออกจากหัวก่อนตัดสินใจลงมือสะสางลิสต์อันแรกด้วยการโทรศัพท์ไปหาคนใต้บังคับบัญชาของเขา เสียงขอโทษขอโพยของคนผมทองดังมาตามสาย และไฮเสะเชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่สามารถทำรายงานให้เสร็จได้ภายในวันนี้แน่

  "ฉันให้เวลานายถึงคืนนี้" ไฮเสะยื่นคำขาด แม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยากก็ตาม "บอกหลายครั้งแล้วใช่ไหมว่าไม่เข้าใจอะไรให้ถาม ถ้าไม่อยากถามฉัน ถามคนอื่นๆในทีม เขาก็ช่วยนายได้ ทำไมนายถึงได้รอให้ถึงวินาทีสุดท้ายทุกทีเลยนะ"

  "ขอโทษด้วยครับ ซัสซัง ผมจะรีบพยายามทำให้เสร็จ" ชิราสุตอบกลับเสียงอ่อย

  เขากดวางสายอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ตึ้บๆในหัว ขึ้นเสียงใส่เจ้าพวกนี้ทีไรแล้วรู้สึกไม่ดีทุกที

  สงสัยเขาคงไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้จริงๆ...

  คิดแบบนั้นแล้วคนผมสองสีก็ถอนหายใจอีกเฮือกก่อนจะติดสันใจเริ่มทำงานของตัวเองที่เปิดคาอยู่บนโต๊ะแล้วลงมือทำต่ออย่างตั้งใจ





  รู้ตัวดีว่าตัวเองพยายามถ่วงเวลาทำงานให้เนิ่นนานเพื่อที่จะได้กลับมาถึง'บ้าน'ให้ช้าที่สุด แต่ถึงยังไงเขาก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ต้องทำวันนี้ไม่ได้อยู่ดี

  "กลับมาแล้ว" ไฮเสะพูดด้วยความเคยชินก่อนจะได้ยินเสียงตอบกลับจากคนทึ่อยู่ในบ้าน

  "กลับมาแล้วเหรอครับ" โทโอรุ มุทสึกิเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะขึ้นมาทักทายอีกฝ่ายเสียงใส ไฮเสะคลี่ยิ้มบางให้อีกฝ่ายที่นั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นรวม 

  "คนอื่นๆละ?" 

  "ไซโกะอยู่ในห้องนะครับ อุริเอะนี่ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน เอ่อ.... ส่วนชิราสุ..." มุทสึกิยิ้มแหยๆพร้อมกับหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นชู ไฮเสะถอนหายใจหน่อยๆก่อนจะยิ้มและพยักหน้าให้

  "เขาคือให้นายช่วยละสิ ช่วยๆเขาหน่อยละกัน ดูเขายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ"

  "ครับ! ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ผมช่วยเท่าที่ข่วยได้แหละครับ"

  ไฮเสะนั่งอ้อยอิ่งอยู่แถวโซฟาอีกซักพัก ให้คำแนะนำกับคนที่กำลังตั้งใจอ่านเอกสารตรงหน้าอย่างกระตือรือร้นก่อนจะตัดสินใจขอตัวกลับเข้าห้องของตัวเอง

  ไฮเสะเหลือบมอง'ตู้เย็น'ตัวเล็กที่อยู่ในมุมห้องทันทีที่เปิดประตูก้าวเข้ามา เหมือนการเคลื่อนไหวของเขาช้าลงอย่างไม่ตั้งใจ มือบางเลื่อนไปเปิดเพื่อหยิบของข้างในออกมาอย่างเชื่องช้า เขาหยิบมันออกมาหนึ่งห่อจากที่มีอยู่ประมาณห้าถึงหกในตู้เย็นตอนนี้

  ชายหนุ่มค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้แล้วบรรจงเปิดห่อที่ถูกบรรจุอย่างดีออกอย่างบรรจง กลิ่นที่โชยออกมานั่นลอยมาแตะจมูกเขา... ถ้าถามความเห็นตรงๆแล้วละก็ ใช่ มันหอม... เหมือนกับคนที่กินข้าวจำนวนมื้อน้อยกว่าคนปกติ พอได้เวลาอาหาร ได้มันมาอยู่ในมือกระเพาะของเขาก็เริ่มร้องประท้วงเบาๆ

  ไฮเสะครางด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน อยากกิน... แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกแย่อย่างเหลือแสน

  'เนื้อนี่... มาจากไหนเหรอครับ'

  เป็นคำถามที่เขาเคยถามกับระดับพิเศษอาริมะ ใจจริงอยากจะถามตรงๆเลยว่าเป็นเนื้อของ'ใคร'กันแน่ แต่ด้วยความเกรงคนตรงหน้าและกลัวคำตอบ เขาจึงได้แค่ถามเท่านี้

  นัยน์ตาคมหลังกรอบแว่นมองเขาจากหางตาเล็กน้อยก่อนจะถามกลับเรียบๆ

  'นายรู้ไปก็ไม่รู้สึกดีขึ้นหรอก ไม่ต้องรู้จะดีกว่า รู้แค่ว่านายมีหน้าที่กินมันให้ตรงเวลาเท่านั้นก็พอ'

  ร่างเล็กไม่พูดอะไรอีก ไม่ถามคำถามและยอมรับสิ่งที่เขายื่นให้อย่างว่าง่าย สิ่งที่สะท้อนบนเลนส์แว่นของอาริมะมีเพียงสายตาที่เจ็บปวดและสับสนของชายหนุ่มเท่านั้น

  ไฮเสะจ้อง'อาหาร'ของเขาที่เจ้าตัวจัดวางมันบนโต๊ะเรียบร้อย ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆมาเขาถึงเหมือนกลับไปเป็นตัวเองในสมัยเมื่อสองสามปีก่อน ตั้งแต่ที่เขาเห็น'ความฝัน'นั้น เรื่องทั่วๆไปที่เขาเคยทำได้ในชีวิตประจำวันกลับยากขึ้นเรื่อยๆ

  รู้สึกราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกแย่กับการกินของตัวเอง.... ปกติมันก็แย่ทุกครั้งนั่นแหละ เพียงแต่ความรู้สึกแย่คราวนี้มันเหมือนทวีคูณเข้าไปอีก

  ครั้งแรกก่อนที่เขาเรื่มจะกินเนื้อ... เขาก็รู้สึกแบบนี้ไหมนะ

  ครั้งแรก... ครั้งแรกที่เขาจำไม่ได้ เหมือนมันอยู่ตรงนั้นในเศษเสี้ยวความทรงจำ แต่กลับเลือนรางจนไม่สามารถมองเห็น

  'ไม่.... ฉันกินของแบบนี้ไม่ได้ ฉันน่ะ... เป็นมนุษย์'

  "อึก..." ไฮเสะยกมือขึ้นกุมหัวของตัวเองอย่างทรมาน

  อีกแล้ว... รู้สึกแบบนี้อีกแล้ว เมื่อไรความรู้สึกแบบนี้จะหายไปกันนะ

  'คนเราน่ะ ใช้ชีวิตอยู่โดยที่ไม่รู้อนาคตของตัวเองก็จริงนะ ไฮเสะ' เสียงแผ่วเบาที่กระซิบอยู่ข้างหูทำเอาชายหนุ่มรีบยกสองมือของตัวเองขึ้นมาปิดหูของตัวเองอย่างรวดเร็ว เสียงที่แสนคุ้นเคย เสียงที่เขาได้ยินยามหลับฝัน เสียงของ'ตัวเขาเอง'

  "หยุด..."

  'แต่คนเราน่ะ อยู่... โดยที่ไม่มีอดีตไม่ได้นะ'

  "!!!" ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ไม่ต้องการจะได้ยินเสียงอะไรมากระซิบข้างหูเขาทั้งนั้น มือสองข้างของไฮเสะยึดโต๊ะไว้แน่น และเมื่อรู้สึกว่าเริ่มคุมสติของตัวเองได้แล้วชายหนุ่มจึงลงมือ'จัดการ'มื้ออาหารของเขาโดยปราศจากความลังเลอีกต่อไป

  น่าขำ... ถ้าคนเราอยู่โดยที่ไม่มีอดีตไม่ได้ละก็ การที่เขาใช้ชีวิตอยู่มากว่าสามปีนี่ ตัวเขาอีกคนจะอธิบายยังไงละ
  

  

Comment

Comment:

Tweet