[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#3

posted on 13 Jul 2015 18:42 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------



  เสียงน้ำไหลที่เหมือนดังมาจากที่ไกลๆดังแว่วอยู่ในหัว รู้สึกราวกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาอยู่ที่นี่ ไฮเสะหรี่ตาลงเพื่อเพ่งมองใครอีกคนที่อยู่ตรงหน้าเขา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายชัดๆอยู่ดี


  ว่าแต่... ที่นี่มันที่ไหนนะ รู้สึกร่างกายชื้นไปหมด


  แล้วไอ้เสียงน้ำนี่มัน...


  ไม่ เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้ เขาต้องรีบออกจากที่นี่ มีคนกำลังรอเขา รอให้เขาออกไปช่วย เขาน่าจะต้องรีบไปแท้ๆ แล้วทำไมเขาถึงยังอยู่ที่นี่อีก


  '.......กิ'


  คนที่อยู่ตรงหน้าเขาพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงนั้นเลือนลางจนเขาแทบไม่ได้ยิน ไฮเสะรู้สึกว่าร่างกายของเขาหนักอึ้งจนยืนแทบจะไม่ได้ ตรงหน้าเขา เด็กหนุ่มผมทองกำลังส่งยิ้มบางๆให้เขา รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยน แต่ก็ดูเศร้าอย่างประหลาด


  ไฮเสะมองใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่ชัดราวกับมีม่านหมอกบังเอาไว้ เขาพยายามเพ่งมองอีกฝ่ายอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้มองเห็นได้ดีขึ้น อยากถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครคำพูดพวกนั้นก็หยุดได้แค่ปลายลิ้น คงเพราะรอยยิ้มชวนพิศวงนั่นทำให้เขาหัวใจเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาเฉยๆ 


  รู้สึกถึงสัมผัสบนไหล่จากมืออีกฝ่าย ไฮเสะเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจว่าทำไมในอกข้างซ้ายของเขาถึงได้เต้นระรัวราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่าง กลัวจนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นลงทั้งอย่างนั้น


  และระหว่างที่ไฮเสะสับสนกับความกลัวของตัวเองคนตรงหน้าก็พูดอะไรออกมาอีกสองสามคำด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่เศร้าสร้อย


  'กลับบ้านกันเถอะ' เป็นสิ่งที่เขาได้ยินก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป




 ไฮเสะลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับหอบจนตัวโยน ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองเพราะรู้สึกปวดหัวจี๊ด มือทั้งสองข้างของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ รู้สึกเหนื่อยราวกับวิ่งมารธรมาเป็นชั่วโมง คนผมขาวปนดำเลื่อนมือเปะปะไปคว้าโทรศัพท์ที่อยู่บนหัวเตียงขึ้นมาดูเวลา


  มือของเขากำลังสั่น... ไม่สิ ไม่ใช่แค่มือ รู้สึกเหมือนร่างกายเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว


  ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พยายามดึงสติตัวเองกลับคืนมา นึกทบทวนถึงความฝันที่เขาคิดว่าเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่ความรู้สึกในฝันนั่นมันรุนแรงเหมือนกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน


  ไฮเสะยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝันไม่ดี บ่อยครั้งที่ความกลัวกับความกดดันหลายๆอย่างส่งผลกระทบใรค่ำคืนยามที่เขาหลับไหล เพียงแต่ระยะหลังมานี้มันชักจะถี่ขึ้นเรื่อยๆจนเขาเริ่มกลัวว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคประสาท


  คนผมขาวปนดำตัดสินใจลุกขึ้นออกจากที่นอนแม้นี่จะเป็นเวลาที่เช้ากว่าปกติสำหรับการตื่น แต่เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองจะสามารถกลับไปเสพสุขบนเตียงนอนได้อีกต่อไปแล้ว


  ชายหนุ่มล้างหน้าล้างตาก่อนจะเดินเข้าห้องนั่งเล่นที่มืดสนิท แน่นอนละว่าในเวลาแบบนี้ยังไม่มีใครตื่นมานั่งดูทีวีแน่นอน ไฮเสะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาแล้วเลื่อนมือไปกดเปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมตที่อยู่บนโต๊ะ นัยน์ตาคู่สวยไม่ได้จับจ้องอยู่ที่โทรทัศน์แม้แต่น้อย


  รู้ตัวอีกทีไฮเสะก็กำลังชงกาแฟ รินกาแฟใส่ถ้วยแล้วยกมานั่งดื่มบนโซฟา เสียงโทรทัศน์ที่ดังแผ่วเบาช่วยให้ความรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขาปล่อยให้สิ่งที่ฉายอยู่บนหน้าจอผ่านไปแล้วเริ่มคิดทบทวนถึงความฝันที่เพิ่งเห็น


  เด็กหนุ่มที่เขาเห็นคนนั้นเป็นใคร และทำไมถึงได้ยิ้มอย่างเศร้าสร้อยขนาดนั้นให้เขา ที่สำคัญไปกว่านั้น ทำไมเขาถึงได้รู้สึกหม่นหมองขนาดนี้...


  วินาทีหนึ่งไฮเสะนึกอยากจะร้องไห้เมื่อนึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนที่อีกฝ่ายพูดกับเขา รู้สึกโหยหาถึงเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างประหลาด


  กลับบ้านกันเถอะ


  บ้าน... แล้วไอ้บ้านที่อีกฝ่ายว่านั่นมันอยู่ที่ไหนกันละ ในเมื่อตัวเขาในตอนนี้ถือที่นี่เป็นบ้าน สบายกาย แต่บางครั้งกลับไม่สบายใจ อาจจะเพราะคิดแบบนั้น ถึงแม้เขาจะจำ'บ้าน'หลังเก่าของตัวเองไม่ได้ แต่คำนั้นมันกลับทำให้เขารู้สึกโหยหาจนปวดหนึบอยู่ในใจ


  ไฮเสะไม่ได้ร้องไห้ ทั้งๆที่เขาเกือบจะกลั้นน้ำตาไหวไม่อยู่อยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มเป็นแบบนี้บ่อยครั้ง หลายครั้งที่เขารู้สึกท้อ เหนื่อยอ่อน กดดันจนรู้สึกเหมือนตัวเองจะร้องไห้ แต่ผลสุดท้ายเขากลับกดความรู้สึกเหล่านั้นของตัวเองลงแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


  ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะเมื่อของเหลวสีดำหยดสุดท้ายได้หมดลง ชายหนุ่มตัดสินใจลุกออกจากโซฟาเพื่อไปเตรียมข้าวเช้าให้กับคนอื่นๆในบ้านที่ยังนอนหลับไหลอยู่บนเตียง


  อย่างน้อยถึงเขาจะทำอาหารให้ตัวเองกินไม่ได้ ก็ขอให้เขาได้ทำเพื่อคนอื่นบ้างเถอะ



  ไฮเสะไล่สายตาไปตามตัวหนังสือขณะอ่านรายงานที่เพิ่งได้รับการแก้ไขจากชิราสุมาสดๆร้อนๆ เขายังมีประชุมตัวต่อตัวกับอูริเอะหลังจากนี้แล้วก็ประชุมกับหน่วยอื่นต่อ คนผมขาวปนดำนวดที่ขมับของตัวเองเมื่อคิดว่านอกเหนือจากการประชุมยิบย่อยแล้วเขายังมีรายงานของตัวเองต้องทำต่อ


  ชายหนุ่มวิ่งวุ่นอยู่ในออฟฟิศทั้งวันจนรู้สึกมึนหัวไปหมด ยังมีประชุมอีกอันจะเริ่มในอีกสิบห้านาที คงจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ต้องทำในวันนี้แล้วคงจะได้กลับไปเคลียร์งานของตัวเองต่อ ไฮเสะตัดสินใจแวะเข้าห้องพักเล็กๆเพื่อชงกาแฟดื่ม มีผู้ชายอยู่สองคนจากแผนกอื่นนั่งอยู่ในห้องอยู่ก่อนแล้ว 


  คนผมขาวคละดำก้มหัวให้ทั้งสองเพื่อทักทายและได้รับรอยยิ้มบางๆตอบกลับมา ระหว่างที่เขากำลังจิบกาแฟอยู่นั้นหนึ่งในสองคนนั่นก็เอ่นทักขึ้นมา


  "เอาโดนัทซักชิ้นกินกับกาแฟไหมคุณ ผมซื้อมาเผื่อเยอะไปหน่อย คนในหน่วยกินกันไม่หมด"


  ไฮเสะชะงักงันไปทันทีเมื่ออีกฝ่ายชวนขึ้นมาดื้อๆ ดูเหมือนว่าทั้งสองที่นั่งอยู่นี้อาจจะเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆดูเหมือนจะไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา 


  ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางให้อีกฝ่ายก่อนปฎิเสธอย่างสุภาพ


  "ไม่เป็นไรครับ ผมอิ่มมาแล้ว ตามสบายเถอะ"


  "น่าเสียดายนะครับ นี่ของร้านขึ้นชื่อจากแถวนี้เลย แล้วหมอนี่ก็ไม่ได้ซื้อเลี้ยงบ่อยๆด้วย" ชายหนุ่มอีกคนพูดติดตลกพร้อมกับกัดโดนัทที่ได้จากเพื่อนร่วมงานอย่างเอร็ดอร่อย ทำเอาเจ้าของโดนัทแกล้งปั้นหน้าขึงขังใส่


  "เดี๋ยวก็ไม่ให้กินเลย"


  ไฮเสะยืนจิบกาแฟอยู่อีกซักพักพร้อมกับมองคนสองคนที่กำลังกินโดนัทอย่างไม่แน่ใจตัวเองว่ากำลังรู้สึกอะไร


  บางที... เขาอาจจะรู้สึกเหงาก็ได้ การที่ไม่สามารถกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนอื่นๆได้ ถึงมันจะดูเหมือนไม่สำคัญ แต่หลายครั้งที่เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกกันออกจาก'คนทั่วๆไป' เพราะข้อจำกัดของตัวเขาเอง


  ก็'การกิน'ของเขาน่ะ มันน่ารังเกียจจะตายไป


  'นี่... ......กิ'


  ไฮเสะรู้สึกเย็นวาบที่ไขสันหลังเมื่อความฝันเมื่อคืนแว้บเข้ามาในหัว มือที่ถือถ้วยกระดาษออกแรงบีบมากขึ้นเล็กน้อย แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่เขานึกถึงช่วงเวลาสั้นๆที่เขาใช้ในการกิน รสชาติของเลือดที่อยู่ในปาก กลิ่นคาวที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นนั่น...


  'นาย... กินมากไปแล้วนะ' 


  โดยไม่ทันรู้ตัว ชายหนุ่มโยนแก้วกระดาษที่กาแฟยังอยู่ครึ่งถ้วยลงถังขยะแล้วพุ่งตัวอแกจากห้องพักเล็กๆนั่นอย่างรวดเร็วทิ้งให้คนในห้องอีกสองคนมองตามด้วยความตกใจระคนสงสัย


  

  ไฮเสะเข้าห้องประชุมสายเกือบสิบนาที ชายหนุ่มขอโทษขอโพยด้วยใบหน้าอิดโรยก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความตำหนิก่อนที่การประชุมจะดำเนินต่อไปจนจบ


  ชายหนุ่มผมขาวปนดำไม่มีสมาธิกับการประชุมเลย เขาเหมื่อลอยและสพดุ้งทุกครั้งที่โดนถามคำถามหรือความคิดเห็น อาริมะที่อยู่ในที่ประชุมด้วยเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย อีกฝ่ายไม่มองหน้าเขาเหมือนทุกครั้ง กลับก้มหน้าราวกับตั้งใจอ่านเนื้อหาที่ใช้ในการประชุมทั้งๆที่นัยน์ตาไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ตัวหนังสือเลย


  หลังจบการประชุม พูดคุยกับบรรดาคนที่มีธุระกับเขาเสร็จแล้วอาริมะก็รีบรุดเข้าไปหาไฮเสะที่วันนี้ดูทำอะไรเชื่องช้าผิดปกติ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่เขาบรรยายไม่ถูก เหมือนจะดีใจที่ฝ่ายผละมาหาเขา แต่ก็แอบกลัวนิดหน่อยเพราะเขาทำหน้าที่ของตัวเองไม่ดี ทั้งมาสาย แถมยังไม่ตั้งใจประชุมอีก


  อาริมะมองคนตัวเล็กกว่าอย่างประเมินก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ


  “วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ถ้าวันนี้ไม่มีอะไรแล้ว ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”


  คนถูกถามชะงักไปนิดหนึ่งก่อนเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ คนถามเพียงแต่รอคำตอบจากอีกฝ่ายอย่างใจเย็น และเมื่อไฮเสะพยักหน้ารับชายหนุ่มก็ตกลงสถานที่นัดเจอกันเรียบร้อย




  ไฮเสะมองอาริมะที่ใส่แค่เสื้อเชิ้ตสีขาวเดินออกมาจากสำนักงาน ในขณะที่เขาใส่ชุดเสียเต็มยศพร้อมกับถือกระเป๋าเตรียมกับบ้านทั้งอย่างนี้ก่อนคนตัวเล็กกว่าจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย


  “คุณอาริมะไม่กลับบ้านเลยเหรอครับ”


  “อืม เดี๋ยวเข้าไปเคลียร์งานต่ออีกซักหน่อยแล้วค่อยกลับ ขี้เกียจแบกไปทำต่อที่บ้านน่ะ”


  “อ้อ” ไฮเสะรับคำในลำคอก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อยๆอย่างว่าง่าย ลมที่ปลิวไสวพัดเข้าสู่ใบหน้าอย่างแผ่วเบา ช่วยให้ไฮเสะรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย พอทั้งสองคนย่างเท้าเข้าใกล้สวนสาธารณะในละแวกนี้เสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๋าวของเด็กวัยประถมก็ดังขึ้นชวนให้ชายหนุ่มหันไปมอง แต่คนที่มาด้วยกันกลับไม่มีท่าทีว่าจะหยุดฝีเท้าลงเลย ไฮเสะเลยจ้ำเท้าต่อตามคนข้างหน้าไปติดๆ


  “เอ่อ… คุณอาริมะครับ” ชายหนุ่มเรียกอย่างไม่แน่ใจ


  “ว่าไง”


  “คือ… จริงๆถ้าคุณมีงานค้างอยู่จะกลับไปทำต่อก่อนก็ได้นะครับ ผมไม่อยากรบกวน…”


  อาริมะเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีท่าทีจะหยุดฝีเท้าลง ไฮเสะเลยได้แต่เดินตามอีกฝ่ายต่อไปอย่างนั้น


  สถานที่ที่คนทั้งสองมาถึงเป็นที่ที่ไม่ค่อยมีคนแล้ว ถึงจะเป็นสวนสาธารณะ แต่บริเวณไม่มีของเล่นสำหรับเด็กึงไม่ค่อยมีเสียงเอะอะโวยวายอะไรนัก ไฮเสะหันไปมองรอบตัว ชื่นชมกับบรรยากาศสบายๆในยามเย็น มัวแต่ยุ่งอยู่กับนู่นนี่ ไม่ได้มาเดินเล่นเนือยๆแบบนี้นานเท่าไรแล้วนะ

  รู้สึกถึงสัมผัสจากอีกฝ่ายที่เลื่อนมือมาจับมือของเขาไว้ ไฮเสะสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง อาริมะแค่ส่งยิ้มบางๆให้ก่อนจะก้าวเท้าพาอีกฝ่ายเดินไปต่อ ไฮเสะมองมือของตัวเองที่อีกฝ่ายกำลังกุมไว้แล้วรู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นมา กำลังคิดว่าจะพูดอะไรในสถานการณ์นี้ดี อีกฝ่ายก็ตัดหน้าพูดออกมาก่อนเหมือนชวนคุย


  “กินข้าวตรงเวลารึเปล่า ถ้าไม่กินให้ตรงเวลา เดี๋ยวจะแย่เอาทีหลังนะ”


  “ครับ ผมกินตรงเวลาอยู่แล้ว คุณอาริมะไม่ต้องเป็นห่วง” ไฮเสะพูดตอบกลับ รับรู้เลยว่าอีกฝ่ายใส่ใจในรายละเอียดของตัวเองแค่ไหน


  ทั้งสองฝ่ายเงียบลงไปอีกซักพัก ไฮเสะเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ใจหนึ่งก็อยากจะเล่าฝันที่เขาเห็นหรือความรู้สึกกังวลที่เขาบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายยังมีงานที่ต้องกลับไปทำให้เสร็จ รวมถึงตัวเขาเองที่ต้องกลับบ้านไปสะสางงานต่อแล้ว… บางทีคงไม่ใช่ตอนนี้


  “ไฮเสะ” ในที่สุดร่างสูงก็หยุดเดิน คนถูกเรียกทำหน้างงนิดหน่อยเมื่อจู่ๆคนตัวสูงกว่าก็หันหน้ากลับมา ก่อนอีกฝ่ายจะทาบริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกใจ ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็ดึงเขาไปสวมกอดหลวมๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ถ้านายมีปัญหาอะไร ปรึกษากับฉันได้ตลอดนะ”


  คนตัวเล็กกว่าโอบกอดอีกฝ่ายกลับ ปัญหาของเขาน่ะมีเยอะกองเป็นภูเขาเลย แต่จะให้เขาพูดกับคนคนนี้ว่ายังไงได้ละ เขาอยากจะรู้อดีตของตัวเองอย่างนั้นเหรอ อยากจะเลิกกินเนื้อพวกนั้นแล้วอย่างนั้นเหรอ อยากจะกลับไปเป็นคนธรรมดา… คนธรรมดาที่สามารถอยู่เคียงข้างกับคุณได้… อย่างนั้นเหรอ


  “ขอบคุณครับ คุณอาริมะ” ไฮเสะตอบกลับไปเพียงเท่านั้น แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

Comment

Comment:

Tweet