[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#5

posted on 07 Aug 2015 22:20 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------


  

 ไฮเสะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างระหว่างที่ตัวรถเคลื่อนผ่านไปตามเส้นทาง ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนข้างตัวที่ตอนนี้กำลังใช้สมาธิในการขับรถก่อนจะกลังไปนั่งพิงกระจกฝั่งของตัวเองเหมือนเดิม


  ไม่แปลกใจเท่าไรที่อีกฝ่ายหยุดรถลงบริเวณชายทะเลแห่งหนึ่งที่พวกเขาสองคนเคยมาก่อนครั้งหน้านี้ ถ้าเขาจำไม่ผิดคงเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ไฮเสะก้าวเท้าลงจากรถ ทะเลฝั่งนี้บรรยากาศไม่สวยเท่าอีกฝั่งที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเยอะกว่า แต่ข้อดีของมันก็คือการที่ไม่ค่อยมีคนนี่แหละ


  ก็เวลาที่พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันในที่ที่ไม่ค่อยมีคน… อย่างน้อยคุณอาริมะก็คงจับมือเขา…


  และก็เป็นอย่างที่ไฮเสะคาด อีกฝ่ายเดินขนาบมาประชิดตัวไฮเสะแล้วกุมมือหลวมๆก่อนจะออกเดินอย่างคนที่ทำอะไรตามใจตัวเองเป็นหลัก คนผมสองสีหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับก้าวเท้าเดิมตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี


  “ไม่ได้มาทะเลซักพักแล้วเหมือนกันแล้วนะเนี่ย เดี๋ยวก็หน้าร้อนแล้วสินะ” อาริมะพูดขณะยกมือขึ้นบังแดดที่แยงตา


  “ครับ แต่มาช่วงนี้ก็ดีเหมือนกันนะฮะ ยังพอมีลมพัดบ้าง ไม่งั้นละร้อนตายเลย” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ ดีใจที่อีกฝ่ายยอมสละเวลาที่แสนมีค่าของตัวเองพาเขามาเที่ยวตามประสา’แฟน’บ้าง ต้องรีบตักตวงช่วงเวลาเหล่านี้ไว้หน่อย เพราะไม่รู้จะได้มาครั้งหน้าเมื่อไหร่


  ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินทอดน่องไปตามชายหาดพร้อมกับคุยนู่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ถึงส่วนมากตะแค่เดินจับมือกันเงียบๆ เพราะไม่รู้จะคุยอะไรดีก็เถอะ สื่งที่จะชวนให้เข้าบทสนทนาได้แบบจริงๆจังๆก็คงจะมีแค่เรื่องหนังสือกับนิยายบางเรื่องนั่นแหละนะ


  ไฮเสะขอตัวอีกฝ่ายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกับไอติมในมือหนึ่งแท่ง มืออีกข้างถือกระป๋องกาแฟดำของตัวเขาเอง อาริมะเลิกคิ้วหน่อยๆก่อนจะรับไอศกรีมสีฟ้าใสมากจากมืออีกฝ่าย


  “หายไปซื้อไอ้นี่มาเนี่ยนะ ไม่ต้องลำบากเลยก็ได้แท้ๆ”


  “ไม่ได้สิครับ คุณอาริมะอุตส่าห์พามาเที่ยวทั้งที” ไฮเสะตอบกลับยิ้มๆและได้รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายเป็นของตอบแทน


  คนผมสองสีเปิดกระป๋องกาแฟดำของตัวเองแล้วยกขึ้นจิบ ทันทีที่นัยน์ตาสีน้ำตาลสบเข้ากับดวงตาหลังกรอบแว่นของอีกฝ่ายไฮเสะก็หลุบตาลงต่ำอย่างไม่รู้ตัว อาริมะที่จับความรู้สึกของไฮเสะได้นิ่งไปนิด ชายหนุ่มละเลียดไอศกรีมในมือ ก่อนจะยกมือขึ้นยีหัวอีกฝ่ายเบาๆ


  นั่น...ทำให้ไฮเสะคลี่ยิ้มออกมาได้นิดนึง คนข้างๆเขาคนนี้จับความรู้สึกเขาได้เร็วจริงๆ


  “รู้ไหมครับ คุณอาริมะ” ชายหนุ่มเริ่มเล่าเพราะคิดว่ามันคงช่วยบรรเทาความอึดอัดในใจนี้ได้ “ตอนผมไปเที่ยวกับเจ้าพวกนั้นในงานเทศกาล… ไซโกะขอตัวไปจากพวกผม”


  ไฮเสะหยุดพักไปครู่หนึ่ง นึกถึงไซโกะ หนึ่งในลูกน้องของเขา หนึ่งในครอบครัวของเขา… คนที่ดูไม่ได้เรื่องที่สุด ไม่เอาการเอางานที่สุด แต่กลับทำให้เขารู้สึกนึกเอ็นดูไม่น้อยกว่าใครๆ


  “พักนึงเขาก็กลับมา พร้อมกับสายไหมสองอันในมือ เขายื่นให้ผมหน้าตาเฉยเลย บอกว่า คนอื่นๆมีของกินในมือกันหมด แต่ผมไม่มีอะไรเลย ก็เลยซื้อมาเผื่อ” ถึงตรงนี้ไฮเสะหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงใบหน้าเหรอหราของสมาชิกคนอื่นๆในทีม ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งจะกลายเป็น‘ทีม’กันได้ไม่นาน การที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมันก็คงไม่แปลกอะไร


  “แล้วนายทำยังไงละ” อาริมะถามขึ้นต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งไปนาน


  “ผมเหรอ…” คนผมสองสีหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าฝืนเต็มทน “ผมยังไม่ทันจะทำอะไรชิราสุก็รีบดุไซโกะใหญ่เลย ถึงจะกระซิบที่ข้างหูเพราะกลัวผมจะได้ยินก็เถอะ แต่ระยะขนาดนั้น ยังไงผมก็ได้ยิน… หรือต่อให้ไม่ได้ยินจริง ก็เดาได้ไม่ยากหรอก”


  อาริมะกินไอศกรีมหมดแล้ว เหลือแต่ไม้เปล่าๆในมือ เขาปล่อยให้อีกฝ่ายนิ่งเงียบอยู่แบบนั้น เวลาที่เขาเห็นสีหน้าไฮเสะที่ราวกับว่ากำลังจมสู่ความคิดของตัวเอง บางครั้งมันก็ทำให้เขาอดห่วงไม่ได้เหมือนกัน


  นัยน์ตาสีน้ำตาลมองไปที่ผืนทรายอยู่นาน ไม่รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านไปเลยซักนิด ในที่สุดชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาโดยที่น้ำใสๆคลออยู่เต็มสองตา ไฮเสะสะอื้นเบาๆราวกับเด็กเล็กๆที่โดนเด็กคนอื่นแกล้งมา เขาถามร่างสูงราวกับว่าจะขาดใจ


  “คุณอาริมะครับ… ผมน่ะ… ผมน่ะเป็นปิศาจใช่ไหม ผมไม่มีทางกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อีกแล้วใช่ไหมครับ”

  สิ้นคำ ร่างสูงก็คว้าอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ไม้ไอศกรีมที่อยู่ในมือจนถึงเมื่อครู่ตกลงไปกับพื้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ไฮเสะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร


  ชายหนุ่มเป็นแบบนี้เอง คิดว่าตัวเองจะทนได้ คิดว่าตัวไม่รู้สึกกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้มานานแล้ว ทุกครั้งที่เขาสามารถห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง’คง’จะเข้มแข็ง แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้นเลยซักนิด ยิ่งเขาพยายามซ่อนมันไว้ลึกสุดใจมากเท่าไร มันกลับยิ่งทับถมมากขึ้นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้สึกตัว


  คนตัวสูงกว่าปล่อยให้คนในอ้อมแขนร้องไห้อยู่แบบนั้น อาริมะเอื้อมมือไปหยิบกระป๋องกาแฟที่อีกฝ่ายยังจับไว้แน่นออกจากมือของไฮเสะ วางมันลงบนโขดหินที่อยู่ใกล้ๆ ไฮเสะยกมือขึ้นโอบอีกฝ่ายแน่นแล้วปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ให้สาแก่ใจ


  อาริมะยกมือขึ้นลูบเส้นผมของอีกฝ่ายเบาๆอย่างปลอบโยน เริ่มเข้าใจถึงสาเหตุที่ร่างเล็กมีอาการแปลกๆมาติดๆกันหลายสัปดาห์ ยิ่งไฮเสะเข้าร่วมภารกิจมากเท่าไร ยิ่งจำนวนครั้งที่คนในอ้อมแขนเขาปะทะกับคู่ต่อสู้มากเท่าไร ไม่ใช่แค่ทางด้านร่างกาย แต่ดูเหมือนมันจะกัดกร่อนจิตใจชายหนุ่มลงไปเรื่อยๆ


  ยิ่งตัวเองมีส่วน’คล้ายคลึง’กับคู่ต่อสู้ด้วยแบบนี้แล้ว บวกกับคนที่สำนักงานที่บางครั้งมองชายหนุ่มด้วยสายตารังเกียจราวกับอีกฝ่ายเป็น’ปิศาจ’จริงๆด้วยแบบนั้นแล้ว มันคงบั่นทอนคนในอ้อมแขนเขาไม่น้อย


  อาริมะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรในสถานการณ์แบบนี้เขาจึงทำแค่ลูบหัวอีกฝ่ายน้อยๆอย่างใจเย็นก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนตัวเล็กอย่างปลอบโยน ไฮเสะสะอื้นเบาๆก่อนจะเริ่มขยับตัว ยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ ยิ่งทำเอาอีกฝ่ายมองด้วยสายตาอ่อนโยนมากขึ้น


  “ขะ… ขอโทษครับ ผมนี่… พูดจาอะไรไม่รู้เรื่องเลย”


  “ถ้าอยากร้องไห้ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนหรอก” อีกฝ่ายพูดดักพร้อมกับส่งกาแฟกระป๋องคืนให้ชายหนุ่ม “ร้องระบายออกมายังดีกว่าเก็บไว้แล้วอึดอัดใจอยู่แบบนั้น นายยิ่งดูเป็นพวกเก็บกดอยู่ด้วย”


  “หา? ผมเนี่ยนะ” ไฮเสะชี้นิ้วมาที่ตัวเองพร้อมกับร้องอย่างตกใจจริงๆ ท่าทางเหลอหลานั่นดูน่าตลกจนอาริมะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ดูเถอะ หางตาสองข้างนั่นยังแดงก่ำอยู่เลย


  “ก็จริงไหมละ ขนาดคราวที่แล้วฉันก็อุตส่าห์กระตุ้นนายไปทีหนึ่งแล้วนะ นายก็ยังอุตส่าห์อมพะนำอยู่นั่นแหละ” พูดพลางเอื้อมมือไปโอบเอวอีกฝ่าย ไฮเสะขยับตัวนิดหนึ่งเมื่อนึกถึงตอนที่ร่างสูงชวนเขาไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเมื่อคราวก่อน แล้วพูดกับเขาเป็นเชิงว่าถ้ามีอะไรให้ปรึกษากับเขาได้


  อย่าบอกนะว่า… ที่อีกฝ่ายลงทุนพาเขาถ่อมาถึงนี่… ก็เพื่อให้เขาได้ระบายอย่างนั้นเหรอ?


 วินาทีนั้น ไฮเสะรู้สึกว่าหัวใจที่กระวนกระวายของตัวเองสงบลงอย่างน่าประหลาด เขาหันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังก้มเก็บไม้ไอศกรีมเปล่าด้วยหัวใจที่พองโตขึ้น เมื่อสายตาของทั้งสองคนประสานกันคนผมสองสีก็ส่งยิ้มราวกับต้องการจะบอกขอบคุณอีกฝ่าย อาริมะเลิกคิ้วกับรอยยิ้มนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆส่งคืนแล้วเอื้อมมือไปยีผมอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู


  "เดินเล่นอีกซักพักแล้วกลับกันเถอะ พรุ่งนี้ฉันมีประชุมแต่เช้า"


  "ตกลงครับ" ไฮเสะรับคำอย่างร่าเริงพร้อมกับเดินขนาดกับร่างสูงไปอย่างผ่อนคลาย ราวกับว่าความรู้สึกอัดแน่นในอกที่อยู่กับเขามาเป็นอาทิตย์มันหายไปราวกับเรื่องโกหก นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนข้างตัวอีกครั้งด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าตัวเขาในตอนนี้คงขาดคนคนนี้ไม่ได้จริงๆ

  อาริมะมาส่งเขาที่บ้านเพราะเขาขออีกฝ่ายว่ามีงานที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จภายในคืนนี้จริงๆ เพราะขืนให้เขาไปนอนค้างที่บ้านอีกฝ่ายคงไม่ได้เป็นอันทำงานจริงๆจังๆแน่ คนมีตำแหน่งสูงกว่าทำสีหน้าเรียบเฉย ตอบกลับด้วยคำพูดง่ายๆแต่นัยนต์หลังกรอบแว่นฉายแววไม่พอใจจนไฮเสะรู้สึกหนาวๆร้อนๆที่หลัง รู้สึกถึงแววหายนะของตัวเองเมื่อไปนอนค้างห้องอีกฝ่ายคราวหน้า


  แต่ถึงแบบนั้นเขาก็อยากโฟกัสกับตัวงานรอบนี้ ถึงจะไม่ใช่อะไรใหญ่โตแต่เขาก็อยากทำให้ดีที่สุด


  "อ้าว ซัสซัง กลับมาแล้วเหรอครับ วันนี้ไปไหนมาครับเนี่ย" ชิราสุที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเพียงคนเดียวเอ่ยทักเมื่อคนผมสองสีก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับกระเป๋าเป้ที่ส่วนมากเจ้าตัวไว้ใช้เวลาไปนอนค้างข้างนอก


  "ไปทะเลมาน่ะ อ๊ะ แต่ไม่ได้ไปนอนค้างแถวนั้นนะ เมื่อคืนไปบ้านคุณอาริมะมาแล้วถึงไปทะเลเมื่อตอนเช้า แล้วเพิ่งกลับมา มาเคลียร์งานซักหน่อยน่ะ เดี๋ยวจะทำไม่ทันเอา"


  "อ้อ งั้นเหรอครับ" คนผมทองพยักหน้ารับ สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศรอบๆตัวอีกฝ่าย และด้วยความที่เป็นคนปากไวกว่าความคิด ชายหนุ่มจึงพูดออกมาตรงๆ "นี่ซัสซังดู... ว่ายังไงดีละ ร่าเริงขึ้นนะครับ ไปเจออะไรดีๆมารึเปล่าเนี่ย อย่าอุบไว้คนเดียวนะ เล่าให้ผมฟังบ้าง"


  "เอ๊ะ!?" พอถูกทักแบบนั้นไฮเสะก็หน้าแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งทำเอาคนถามมั่นใจกับข้อสันนิษฐานของตัวเองเข้าไปใหญ่


  "นั่นไง ใช่จริงๆด้วย อะไรครับๆ เจอสาวสวยเด็ดๆที่ทะเลมาเหรอ”


  “ไปกันใหญ่แล้ว นี่ ไม่ต้องมาถามเซ้าซี้เลย ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละน่า” ไฮเสะกลบเกลื่อน แม้จะรู้ว่าหน้าตัวเองแดงขึ้นก็เถอะ “ไม่เอาละ ไปเก็บของดีกว่า ว่าจะเคลียร์งานต่อด้วย นายเองวันนี้ก็อย่านอนดึกนักละ รีบๆไปเตรียมตัวขึ้นห้องได้แล้ว”


  “คร้าบ”


  ชิารสุรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ คนผมสองสีรีบใช้จังหวะนี้กลับห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว พอจัดทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อย ชายหนุ่มก็เริ่มกลับมาทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆอย่างสิ้นเชิง


  นั่นสินะ… ถึงยังไงคุณอาริมะก็เป็น’แฟน’เขานี่ ถึงบางครั้งเขาจะรู้สึกสิ้นหวัง ว้าเหว่ สับสน กังวล หรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่พอเขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากหรือรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอะไรชายหนุ่มผมขาวคนนั้นก็จับสังเกตได้แถมยังยื่นมือเข้าช่วยโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวซักนิด


  ไฮเสะล้มตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับหยิบหมอนมากอดในมือเมื่อรู้สึกว่าอกข้างซ้ายของเขามันเริ่มเต้นตึกตักแบบที่เขาเคยรู้สึกตอนที่’คบ’กับอาริมะใหม่ๆ ในช่วงเวลานั้น เขาเองก็ยอมรับว่าทุกอย่างมันสับสนไปหมด คนที่จำอะไรไม่ได้แม้แต่ตัวตนของตัวเองกลับถูกคนที่มียศสูงกว่าในที่ทำงานขอเป็นแฟน แถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชายเสียด้วย


  ที่สำคัญกว่าเรื่องนั้น… คือเรื่องที่ว่าตัวเขา’เป็นอะไร’มากกว่า ชายหนุ่มผมสองสียังจำได้ดี ช่วงเวลาที่เขาเพิ่งเริ่มทำใจยอมรับและปรับตัวเข้ากับสภาพ’ครึ่งคนครึ่งผีดิบ’ที่ไม่มีความทรงจำตลอด20ปีที่ผ่านมา การยอมรับตัวตนของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเขา แต่อีกฝ่ายกลับสามารถทำลายกำแพงนั้นลงอย่างง่ายดาย


  ‘นายคิดว่าตัวเองเป็นผีดิบหรือว่ามนุษย์ละ?’ ชั้นพิเศษอาริมะเอ่ยถามอีกฝ่ายกลับเรียบๆหลังจากที่เขาสารภาพรักกับอีกฝ่าย และไฮเสะดูลังเลสับสนพร้อมกับยกเหตุผลถึงเรื่องความครึ่งๆกลางๆของตัวตนของตัวเอง

  ‘ผม...’ ไฮเสะอึกอักนิดหน่อย ‘ถ้าถามตัวผมเลย ผมก็คงตอบว่าผมเป็นมนุษย์’


  ‘ก็แค่นั้นเอง’ อีกฝ่ายพูดตัดบทเรียบๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยเงยขึ้นมามองอีกฝ่ายอย่างงงงวยในตอนนั้น


  ‘แต่...’


  ‘ถ้านายคิดว่าจากนี้ไปนายจะใช้พลังที่นายมีอยู่เพื่อมนุษยชาติ และตัวนายเองก็เป็นมนุษย์ตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว งั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปเสียเวลาคิดมากกับเรื่องไร้สาระแบบนั้นใช่ไหม?’


  ไฮเสะสบตาอีกฝ่ายไม่กระพริบและมองเห็นถึงความจริงใจที่แสดงออกผ่านดวงตาหลังกรอบเลนส์นั่น ฉับพลัน ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนความสุขมันล้นปรี่อยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก


  ราวกับ… การมีคนที่ยอมรับตัวตนของเขา… ตัวตนที่แม้แต่ตัวเขายังต้องใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการยอมรับมันอย่างง่ายดาย ที่มากกว่านั้น คนตรงหน้าไม่ได้แค่ยอมรับเขาเท่านั้น แต่ชายหนุ่มผมขาวสนิทยังขอเป็นแฟนกับเขาโดยที่ยอมมองผ่านทั้งเรื่องที่เขาเป็นผู้ชายและครึ่งคนครึ่งผีดิบได้อย่างง่ายดาย


  ‘ทำไม… ทำไมคุณอาริมะ ถึงอยากเป็นแฟนกับผมล่ะครับ’ หลุดถามออกไปแล้วเขาก็รู้สึกว่ามันฟังดูตลก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากรู้นี่ คนถูกถามเพียงแค่เลิกคิ้ว ก่อนจะเลื่อนมือมาเชยคางเขาให้เงยขึ้นไปสบตาตรงๆ


  ‘เพราะว่า… ฉันอยากจะปกป้องนาย’


  ‘ทำ… ไม?’ ไฮเสะรู้สึกว่าหน้าของตัวเองร้อนวูบ อยากจะหลบตาหนีดวงตาคู่คมคู่นั้นแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับถูกสะกดไม่ให้ขยับสายตาไปไหน


  ‘นายเหนื่อยมาเยอะแล้วละ ไฮเสะ แล้วอีกอย่าง จากการที่ฉันสังเกตนายมาเป็นเดือนๆ ฉันรู้แล้วละว่านายน่ะชอบดูแลปกป้องคนอื่น แต่กลับไม่ค่อยเอาใจใส่กับเรื่องของตัวเองเลย’ คำพูดนั้นทำเอาคนหัวอ่อนใจอ่อนอย่างไฮเสะใจลอยตามไปได้อย่างง่ายๆ แสดงว่าคนตรงหน้าเขานี้… สังเกตเขามาตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ


  ‘แล้ว… คำตอบละ?’


  ไฮเสะนิ่งไปนิดหนึ่ง คนที่เหมือนจมอยู่กับความสับสนและความสิ้นหวังมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถึงตอนนี้เวลาจะเริ่มเยียวยาให้เขากลับมาดีขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่คนตรงหน้าหยิบยื่นให้ราวกับเป็นแสงสว่างที่ลำพังตัวเขาเองคงหาได้ยากเต็มทีทำให้ชายหนุ่มตอบรับคำอย่างไม่ลังเล


  ‘ครับ’


  นั่นก็… ผ่านมานานเท่าไรแล้วนะ
 

Comment

Comment:

Tweet