[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#6

posted on 19 Aug 2015 22:19 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------


 

   ไฮเสะยกมือขึ้นคลึงที่ขมับของตัวเองอย่างอ่อนล้า นัยน์ตาสีน้ำตาลหลังกรอบเลนส์แว่นกวาดตาไล่อ่านข้อมูลเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่แน่ใจ ไฮเสะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลที่เขามีพร้อมกับวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในหัวก่อนเจ้าตัวจะถอนหายใจเฮือก ยอมแพ้แล้วทิ้งน้ำหนักลงบนพนักพิงอย่างอ่อนล้า


  เหนื่อยชะมัด นี่ก็จ้องหน้าจอสลับกับกองเอกสารที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะจนเริ่มมึนไปหมด ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจให้เวลาพักกับตัวเอง ลุกออกจากเก้าอี้และคิดว่าจะออกไปเดินเล่นซักครู่


  ไฮเสะเดินทอดน่องไปตามทาง มองผู้คนที่เรื่มเดินกันขวักไขว่เพราะเป็นเวลาเลิกงานของคนส่วนใหญ่ เขามองเด็กนักเรียนมัธยมที่เดินกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนเป็นกลุ่มบ้าง กลับบ้านเป็นคู่แล้วเผลออดยิ้มออกมาไม่ได้


  บางที… เขาเองก็อาจจะเคยมีช่วงเวลาแบบนั้นเหมือนกันสินะ ช่วงเวลาที่ได้เล่นสนุกกับเพื่อน ช่วงเวลาที่ไม่ต้องแบกรักภาระอะไรเหมือนอย่างที่เขาเป็นอยู่


  ว่าแต่… ความรู้สึกโหวงๆในอกแบบนี้… ราวกับว่าเขาช่างคุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้เหลือเกิน


  ไม่ใช่แค่เพราะสูญเสียความทรงจำทั้งหมด แต่บางที… มันอาจจะเป็นเพราะเขาอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มาเป็นเวลานาน… นานกว่าที่เขาจินตนาการไว้


  คิดแบบนั้นแล้วมือของชายหนุ่มก็เย็นขึ้น อกข้างซ้ายเต้นรัวขึ้นผิดจังหวะอย่างกระทันหัน


  ก็จจริงไม่ใช่เหรอ… อย่างน้อย ถ้าเขามีเพื่อนหรือญาติอยู่บ้าง ต่อให้เขามีความทรงจำอะไรอยู่ แต่คนพวกนั้นก็น่าจะพยายามเข้ามาแสดงตัวหรือตามหาเขาบ้างไม่ใช่เหรอ?


  แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นปีที่เขาเสียความทรงจำไปนี่ ไม่เห็นมีใครพยายามตามหาเขาเลย ไม่เคยมีใครเข้ามาเอ่ยทักหรือแสดงตัวว่าเคยรู้จักกับเขา


  บางที… อาจไม่ใช่แค่เพราะเขาเสียความทรงจำถึงได้รู้สึกว้าเหว่ถึงเพียงนี้ แต่อาจเป็นเพราะเขาอยู่คนเดียวมาแต่แรกแล้วก็ได้


  ไม่จริงน่า… เสียงในใจอีกเสียงของเขาค้าน ต่อให้นายจะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวซักแค่ไหน ก็ต้องมีใครซักคนที่นายไว้ใจ สนิทใจด้วยซักคนละน่ะ เพียงแต่ตอนนี้คนคนนั้นยังไม่ปรากฎมาหาเขาเท่านั้นเอง


  คิดได้เท่านั้น ใจเจ้ากรรมของเขาก็นึกถึงคนผมทองที่ชอบปรากฎตัวในความฝันของเขา บางที… คนคนนั้นอาจจะเป็นคนที่เขาสนิทด้วยมากที่สุดก็ได้นะ เพราะถึงแม้เขาจะจำอีกฝ่ายไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกก็ทำให้เขาหวนนึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้นบ่อยๆ


  ไฮเสะขมวดคิ้ว พยายามเรียบเรียงความทรงจำอันแสนเลือนรางเพื่อนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้น บางที… ถ้าเกิดเขาสามารถจำหน้าของเด็กหนุ่มผมทองคนนั้นได้ละก็ อย่างน้อยความรู้สึกอึดอัดภายในใจนี่คงจะหายไปบ้าง


  นึกยังไงก็นึกไม่ออก ทั้งๆที่ฝันเห็นหลายต่อหลายครั้ง แต่พอพยายามย้อนนึกทุกอย่างกลับมืดสนิทไปหมด


  ว่าแต่… คนคนนั้นชื่ออะไรกันนะ เหมือนกับติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก


  พลันนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยเหลือบไปเห็นคนที่เขากำลังตามหาอยู่อย่างจัง ขาทั้งสองข้างของชายหนุ่มชะงักลงราวกับถูกปิดสวิทช์ ไฮเสะเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นคนผมทองที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาห่างไปไม่มาก ชายหนุ่มคนนั้นสวมสูทที่ดูไม่เข้ากับเส้นผมที่ชี้รุงรังนั่นเลยสักนิด


  ไฮเสะพูดไม่ออก เหมือนลำคอตีบตันขึ้นมาเสียเฉยๆ แล้วไอ้ความรู้สึกเหมือนน่ามืดจะเป็นลมนี่มันอะไรกัน ทั้งๆที่เขาควรจะดีใจที่ได้เจอกับอีกฝ่ายไม่ใช่เหรอ คนที่แค่หลับตาก็ฝันถึง… คนที่อยู่ในห้วงความคิดมาแสนยาวนานนี่


  ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่ายื่นมือออกมาข้างหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ยิ่งก้าวเท้าเข้าใกล้อีกฝ่ายเท่าไรตัวเขากลับยิ่งรู้สึกอยากวิ่งหนีออกไปให้ไกลเท่านั้น


  ทั้งๆที่รู้สึกโหยหาถึงขนาดนี้ แต่อีกใจกลับสั่งให้เขาหยุดอย่างเงียบๆแต่หนักแน่น


  ไม่ได้นะ เข้าไปใกล้มากกว่านี้ไม่ได้ ต่อให้ทรมานแค่ไหน แต่ถ้านายเข้าใกล้เขามากกว่านี้อีกนิดเดียวละก็...


  ทุกอย่างที่นายมีตอนนี้ก็จะหายไป


  นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างทันทีที่เศษเสี้ยวความคิดนั้นกระเด็นเข้ามาอยู่ในสมอง ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าของตัวเองลงอย่างเงียบงันพร้อมกับลดระดับมือลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไฮเสะเลื่อนมือไปกุมหน้าอกข้างซ้ายที่ตอนนี้เต้นรัวราวกับมันสามารถหลุดออกมาจากอกได้ทุกเมื่อ เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหอบหายใจระรัวราวกับวิ่งมาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ยังไม่นับเหงื่อที่ท่วมตัวเขาอีกนะ


  ไฮเสะเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของชายหนุ่มผมทองคนนั้นที่ค่อยๆเดินลับสายตาไปอย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้น โดยที่ไม่ทันรู้สึกตัว ชายหนุ่มก็กระซิบชื่อที่จมอยู่ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกขึ้นมาอย่างแผ่วเบา


  “ฮิเดะ…”


  อื๊อ?


  แล้วนั่น… มันชื่อใครกันละ?





  พรวด!


  ชายหนุ่มผมสองสีกระชากประตูห้องของตัวเองแล้วถลาตัวขึ้นไปบนเตียงด้วยอาการที่เจ้าตัวเองก็บรรยายไม่ถูก


   รู้สึกเจ็บในอกเหมือนหัวใจโดนควักออกไป แถมยังความรู้สึกกลัวที่ไม่มีที่มาที่ไปนี่ยังทำให้เขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ชายหนุ่มไอสองสามทีก่อนจะคว้าหมอนและผ้าห่มที่อยู่ใกล้มือขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขนเหมือนเด็กเล็กๆที่พยายามยึดหาที่พึ่ง ที่ระบายยามตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดตอนกลางคืน


  ผิดเสียว่าเขาเองก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว และนี่มันก็ยังไม่มืดขนาดนั้น แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างกายได้ขนาดนี้


  ‘ฮะๆๆๆ’ เสียงหัวเราะที่ดังแว่วเข้ามาในหูทำให้ไฮเสะต้องข่มตาลงพร้อมกับกัดฟันกรอด เสียงที่แสนคุ้นเคยที่ช่วงหลังๆมานี้เขาไม่ได้ยินจนทำให้ตัวเองคิดไปว่าเขาคงแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แต่ไม่เลย… เสียงนี้แค่รอเวลาที่เขาอ่อนแอที่สุด อ่อนแอจนไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งปิดหูไม่รับรู้คำพูดถากถางของเสียงนี้


  เสียงของตัวเขาเอง…


  ‘ถึงขีดสุดแล้วสิ ไฮเสะ? ทรมานขนาดนั้นเลยเหรอ การที่นึกเรื่องในอดีตของตัวเองไม่ออกน่ะ’


  ไฮเสะยกมือขึ้นกุมตาข้างซ้ายของตัวเองที่อยู่ๆก็รู้สึกว่ามันปวดตุ้บขึ้นมา ชายหนุ่มรู้ตัวทันทีเลยว่ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนที่เกิดขึ้นเวลาที่เขาปล่อยให้ตัวเองหิวเกินไปหรือตอนสู้หนักๆจนคุมสติไม่อยู่


  และเมื่อคนผมสองสีเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเขาก็ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเตียงในห้องนอนของตัวเองอีกต่อไปแล้ว พื้นที่เขานอนเกลือกกลิ้งอยู่นี่กลายเป็นสีขาวล้วน และไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาวที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด


  ไฮเสะเงยหน้าขึ้นไปมองเด็กหนุ่มผมสีขาวสนิทที่ก้าวเท้าเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า


  รอยยิ้มที่ดูเป็นปัญหา… ชวนให้เขานึกถึงเด็กสาวผมน้ำเงินที่อยู่ในร้านกาแฟนั่น แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะนึกถึงตอนนี้


  ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นจากพื้น อีกฝ่ายที่เพิ่งก้าวเข้ามายื่นมือมาให้เพื่อจะช่วยพยุง แต่ไฮเสะมีบทเรียนกับเข้าของมือคู่นั้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เขาจึงเม้มริมฝีปากอย่างไม่พอใจก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง


  ‘ตัวเขาอีกคน’ที่มีเส้นผมขาวสนิททั้งหัวยักไหล่นิดหน่อยก่อนจะชักมือกลับ ไฮเสะมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปแล้วอย่างไม่รู้จะพูดอะไร และจากที่อีกฝ่ายเงียบไปแบบนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับเขามาก


  คนผมสองสีเลื่อนมือไปลูบตาของตัวเองอีกครั้งและรับรู้ว่ามันกลับมาเป็นปกติแล้ว


  ตอนนี้… เขาคงอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองสินะ


  แปลกดีที่รอบนี้เขามา’ที่นี่’โดยที่ไม่ใช่ระหว่างการต่อสู้ เพราะปกติแล้วเวลาที่เขามาโผล่ที่นี่ทีไร ต้องเป็นตอนที่เขากำลังเสียเปรียบตอนต่อสู้ทุกที


  “นาย… ต้องการอะไรกันแน่” ไฮเสะรู้สึกเหมือนตัวเองปนเสียงทอดถอนใจไปกับคำถามนั้น หลุดถามไปแล้วถึงได้รู้สึกว่าคำถามนั้นมันฟังดูหาเรื่องอีกฝ่ายชอบกล ทั้งๆที่เขาก็แค่อยากจะหาทางทำลายความเงียบนี่เท่านั้นเอง


  คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็อ่านไม่ออกออกมาเล็กน้อย


  “นั่นน่าจะเป็นคำถามของผมมากกว่านะ? ก็คราวนี้น่ะ นายเป็นคนมาที่นี่ด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ?”


  “หา?” ไฮเสะตกใจกับคำพูดนั้นจริงๆ ก่อนเจ้าตัวจะขมวดคิ้วมุ่น “มาที่นี่เองอย่างนั้นเหรอ? คงไม่ใช่แบบนั้นหรอกมั้ง” ก็วิธีที่จะมาที่นี่น่ะ เขายังไม่รู้เลย…


  “เอาเถอะ คุณจะมาเองหรือผมจะพามาคุณมา เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง ผมไม่สนหรอก” เสียงนั้นเหมือนปนเสียงถอนหายใจมาด้วยราวกับจะประชดที่เขาทำไปก่อนหน้านี้


  ไฮเสะเม้มริมฝีปากขึ้นนิดหน่อยด้วยความรู้สึกอึดอัด เริ่มหันซ้ายหันขวาเหมือนจะหาทางออกจากสถานการณ์ที่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่จะให้เขาหนีออกจากสถานการณ์นี้ได้ยังไงละ


  ใครรู้วิธีออกจากความฝันของตัวเองบ้าง?


  “เฮ้อ…” เด็กหนุ่มผมขาวถอนหายใจออกมาจริงๆคราวนี้ เขายกมือข้างหนึ่งที่เล็บบนนิ้วทั้งห้าเป็นสีดำสนิทยกขึ้นเกาหัวอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะหันหลังกลับแล้วเริ่มก้าวเท้าเดิน “ถ้าคุณมีเวลาว่างขนาดนี้ละก็… มาคุยกับผมไหม”



---------------------------------------------------------------------

ขอโทษที่หายไปนานค่า >_<;;; พอดีพึ่งกลับไทยมาแล้วก็มีเรื่องนู่นนี่ให้ทำ จะพยายามมาอัพให้ถี่ขึ้นนะคะ

Comment

Comment:

Tweet