[Fic Tokyo Ghoul]De Ja Vu#7

posted on 21 Aug 2015 21:46 by yokpatai
 
*เป็นแนวเนื้อหาชายรักชายนะคะ :)*

--------------------------------------------------------------------------

 
Fan Fiction: Tokyo Ghoul
 
Title : De Ja Vu

Pairing : Arima Kishou x Sasaki Hise 

Author : Airi

Rating : ??

P.S. : เป็นโปรเจคต์ที่กำลังทำกับเพื่อน(31ink)ค่ะ โดยที่31inkจะวาดเป็นโดจิน ส่วนเราจะเขียนเป็นฟิค โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มจากส่วนโดจินก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเริ่มอ่านแล้วแอบรู้สึกว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ต้องติดตามอ่านตอนรวมเล่มนะคะ ^^ ขอกำลังใจจากทุกคนให้โปรเจคต์นี้สำเร็จลุล่วงด้วยค่า 

--------------------------------------------------------------------


 ไม่มีเหตุผลอะไรให้ไฮเสะต้องปฎิเสธคำเชิญนั้น ในเมื่อเขาเองก็ไม่รู้วิธีที่จะออกไปจองห้วงความคิดของตัวเองได้ ที่สำคัญ… เขาเองก็อยากรู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวเองในอดีตเหมือนกัน ไม่ได้อยากรู้ทั้งหมด… เพราะนั่นคงมากเกินความจำเป็นและอาจเป็นอันตรายกับตัวเขาเอง แต่ถ้าเกิดเขาระมัดระวังบทสนทนาต่อจากนี้กับเด็กหนุ่มผมขาวข้างตัว… บางที… บางทีมันอาจช่วยให้เขาหายข้องใจอะไรบ้างไปได้


  ไฮเสะก้าวเท้าสั้นๆตามคนข้างหน้าไปด้วยความรู้สึกพิศวงในใจ ก็… จะว่ายังไงดีละ ในเมื่อรอบๆตัวเขาทั้งสองคนมันขาวไปหมดแบบนี้ ต่อให้ก้าวไปมากขนาดไหนมันก็เหมือนยังอยู่ที่เดิมน่ะสิ แล้วแบบนี้อีกฝ่ายจะเดินต่อไปไหนเนี่ย


  “นี่… เรากำลังจะไปไหนกันเหรอ ก็ที่นี่น่ะ…”


  นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าพื้นใต้เท้าเขาที่เคยเป็นสีขาวสนิทกลับกลายเป็นลายตารางหมากรุกสีขาวดำทอดยาวไปไกลสุดสายตา ไฮเสะรู้สึกราวดับว่าตัวเองลืมหายใจไปชั่วขณะ และในเวลาเดียวกันก็ความรู้สึกหวาดกลัวก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ภายในใจอย่างไม่ทันตั้งตัว


  ชายหนุ่มไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนกล้าหาญ… แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองขี้ขลาดหวาดกลัวไปได้เสียทุกเรื่อง ไม่ใช่กับคนที่ทำงานอยู่ในCCGแล้วเป็นถึงระดับหนึ่งอย่างเขาแน่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมหมู่นี้เขาถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เป็นเพราะเขาไม่มีความทรงจำในช่วงชีวิตที่ผ่านมาอย่างนั้นเหรอ?


  คนผมสองสีสะดุ้งเบาเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชวนขนลุกมาจากคนข้างตัวที่หยุดเดินนำเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ไฮเสะหน้าซีดลงเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มผมขาวกำลังพูดพึมพำตัวเลขจำนวนหนึ่งออกมาจากริมฝีปาก พร้อมกับเริ่มหักนิ้วในมือไปพร้อมๆกัน


  “นาย…” ชายหนุ่มอึกอัก พูดอะไรไม่ถูก ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าคนข้างตัวนี้ดูอันตราย แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะก้าวข้ามจุดที่เขาจินตนาการไปเสียอีก


  ‘ตัวเขาอีกคน’หยุดการกระทำน่าขนลุกนั่นลงแล้ว เหมือนจะพึ่งรู้สึกตัว เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างไม่ปิดบัง ลดระดับมือลงแล้วก้มต่ำมองพื้นอยู่พักหนึ่งราวกับต้องการใช้เวลานั้นสงบสติอารมณ์ของตัวเอง ก่อนเจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับเขาในที่สุด


  “ขอโทษครับ ผมเผลอตัวไปหน่อย คงทำให้คุณตกใจสินะ”


  “.....” ไฮเสะไม่ตอบอะไร เพราะไอ้สิ่งที่เขารู้สึกเมื่อกี้มันห่างกับคำว่าตกใจไปหลายขุม “นาย… ไม่เป็นไรนะ?” ไม่รู้ทำไมเขาถึงถามแบบนั้นกับอีกฝ่ายไป ทั้งๆที่ปกติเขาออกจะรู้สึก‘ขยาด’อีกฝ่ายไม่ใช่น้อย อาจเป็นเพราะ… เมื่อคิดว่าคนข้างตัวนี้ก็คือ’ตัวเขา’เหมือนกัน เขาถึงได้รู้สึกจะเกลียดก็เกลียดไม่ลงละมั้ง


  คนถูกถามเบิกตากว้างกับน้ำเสียง… ที่ฟังดูอ่อนโยนของอีกฝ่ายอย่างตกใจ ก่อนนัยน์ตาคู่นั้นจะหรี่ลงและอัดแน่นไปด้วยความเศร้าที่ฉายออกมาชัดเจน ไฮเสะไหวตัวกับแววตานั้นอย่างตกใจ วูบหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนกำลังมองตาตัวเองในกระจกที่มันกำลังสะท้อนความเศร้าที่อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจของเขาออกมาอย่างชัดเจน


  เด็กหนุ่มผมขาวเลื่อนไปมือไปจับนัยน์ตาข้างซ้ายที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างช้าๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆออกมา รอยยิ้มและแววตานั่นดูเศร้าจนไฮเสะรู้สึกราวกับว่าตัวเองสามารถร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ


  “เรื่องในอดีตของคุณน่ะ… ไม่ได้มีแต่สิ่งสวยงามเสมอไปนะครับ”


  คนผมสองสีเม้มริมฝีปากกับคำบอกเล่านั้น ไม่ได้รู้สึกตกใจกับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายว่ามาเลย ชายหนุ่มรู้ดี แม้อีกฝ่ายจะพูดออกมาเป็นประโยคสั้นๆ แต่สีหน้าแววตาของเด็กหนุ่มบอกได้อย่างชัดเจนว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขาขมขื่นเพียงไหน


  งั้น… บางที การที่เขาจำอะไรไม่ได้ และมีชีวิตที่แสนสงบอยู่แบบนี้ อาจจะดีกว่าก็ได้


  เพราะอย่างน้อย… เขาก็มีครอบครัว ถึงจะเป็นแค่ครอบครัวปลอมๆที่เกิดขึ้นมาเหมือนกับเด็กเล่นขายของ แต่อย่างน้อยเขาก็มีคนที่รอเขากลับบ้าน แถม… เขาก็ยังมีชายหนุ่มคนนั้น… คนที่คอยยื่นมือช่วยเหลือเขาเสมอโดยที่เขาไม่ทันได้ร้องขอ


  คุณอาริมะคนนั้น...


  “แต่ว่า…” ไฮเสะไหวตัวนิดหน่อยเมื่ออีกฝ่ายพูดขัดในยามที่เขานึกถึงใครอีกคน “ถึงจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างมันจะเลวร้ายซะจนหาอะไรดีไม่ได้เลย ก็ไม่ใช่แบบนั้นน่ะนะ อย่างน้อย… อย่างน้อยผมก็มีคนที่คอยอยู่เคียงข้างผม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเพื่อน… ที่พวกเขาจะมาช่วยผมในเวลาที่ผมลำบาก มี… ครอบครัว… นั่นสินะ จะเรียกว่าครอบครัวก็คงได้”


  คนผมสองสีเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง มองรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้าอีกฝ่ายแล้วชายหนุ่มก็เข้าใจขึ้นมาทันที


  ใช่แล้ว… คนตรงหน้าเขา ก็เหมือนเขา... ก็แค่เหมือนเขาเท่านั้นเอง มีคนสำคัญที่อยากปกป้อง มีคนที่รอให้กลับไปหา


  เพราะอย่างนั้น… อีกฝ่ายถึงได้พยายามเอา’ร่างกาย’นี้กลับคืนไป ถึงแม้ตัวเขาจะจำเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว ถึงแม้ตัวเขจะไม่รู้จักคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอีกแล้ว แต่เด็กหนุ่มผมขาวคนนี้ก็ไม่เคยทิ้งความหวังที่จะโน้มน้าวใจเขา หรือแม้กระทั่งยึดครองร่างของเขา จุดประสงค์… มันก็ง่ายๆแค่นั้นเอง


  เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ต่อให้ต้องใช้วิธีการอะไรก็ยอมทำ เพียงเพื่อ… กลับไปเจอทุกๆคนเท่านั้น


  “คุณ….” ตัวเขาอีกคนที่มีผมขาวทั้งหัวเงยหน้าขึ้นมามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าคู่สนทนาเงียบไป ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็ฉายแววแน่วแน่ราวกับกำลังบอกอีกฝ่ายว่า ไม่ว่าจะยังไง… เขาก็ไม่ยอมละทิ้งชื่อ‘ซาซากิ ไฮเสะ’นี้เด็ดขาด!


  ไฮเสะรู้ตัวดีว่าเขากำลังรู้สึกหวั่นไหว เพราะมือที่กำหมัดแน่นทั้งสองข้างกำลังสั่นระริก และก็เป็นความจริง ในเรื่องที่เขารู้สึกผิดกับเด็กหนุ่มผมขาวตรงหน้า ผิดกับตัวของเขาเอง แต่ว่าถึงยังไงเขาก็ไม่สามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก


  ความสัมพันธ์ของเขากับทุกคน ความสัมพันธ์ที่เขาให้คุณค่าเท่ากับ’ครอบครัว’ ความผูกพันของเขากับคุณอาริมะ… ทุกๆอย่างมันคงหายไปพร้อมๆกับชายที่ชื่อซาซากิ ไฮเสะอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเขา…. เขาไม่สามารถละทิ้งชื่อนี้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม


  เด็กหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่งกับแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่าย ก่อนจะกัดฟันกรอด ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดจะมาเซ้าซี้ ครอบงำอีกฝ่ายหรือเอาร่างกายนี้กลับมาหรอกนะ แค่อยากจะคุยกันสบายๆเท่านั้นแท้ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ไฮเสะก้าวเท้าเข้ามาในที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง แต่พอเห็นท่าทางที่ดูขัดขืนราวกับเขากำลังจะปล้นทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตัวเองของอีกฝ่ายแบบนั้นแล้ว… มันก็ชวนให้เขาหงุดหงิด


  ดังนั้น นัยน์ตาข้างซ้ายที่เกือบจะกลับเป็นปกติเมื่อครู่ถึงได้กลายเป็นสีแดงฉานอย่างที่เจ้าตัวไม่คิดจะควบคุมอีกต่อไป ยิ่งคิดว่าคนอีกฝ่ายคิดถึงและโหยหาคือ‘อาริมะ คิโชว’คนนั้นด้วยแล้ว… บุรุษ… ที่ฆ่าตัวของเขาเอง เด็กหนุ่มก็คิดว่าเขาไม่สามารถทนกับความรู้สึกนี้ได้อีกต่อไป


  “คุณ… รักเขาเหลือเกินนะ ผู้ชายคนนั้น”


  “...!!” ไฮเสะรู้ดีว่าตัวเองกำลังกลัว รู้ดีด้วยว่าอีกฝ่าย’แข็งแกร่ง’


  ผู้ที่แข็งแกร่งน่ะ ย่อมกลืนกินผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ใช่เหรอ?


  เสียงที่เหมือนสะท้อนอยู่ในหัวยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นไปอีก ไฮเสะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้นเหมือนคนหมดแรง รู้สึกเหมือนกับพื้นดินกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเขาไม่สามารถทรงตัวยืนอยู่ได้


  คิดไปเองหรือเปล่าว่าตัวเขาเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว ราวกับเคยทรุดนั่งลงอย่างนี้ในความฝัน ใช่… ความฝันในคืนนั้น ความฝันที่แสนยาวนานราวกับมันไม่มีวันจะจบลง ฝันที่เขาคิดว่าตัวเองจำได้แม่นแต่กลับเลือนลางจนนึกอะไรไม่ออก


  ในฝันนั่น… เขาเห็นอะไรบ้างนะ คนตรงหน้าอยู่ในฝันนั่นด้วย แน่ละ พื้นลายกระดานหมากรุกนี่ก็ด้วย อ่า… เขาลืมไปได้ยังไงนะว่ามันไม่ใช่พื้นสีขาวสนิทอย่างที่เขาฝันเห็นบ่อยๆ


  ไฮเสะรู้สึกว่าภาพทุกอย่างมันพร่าเลือนจนเหมือนจะแตกสลายไป เขาได้ยินเสียงหัวเราะชวนขนลุกมาจากเด็กหนุ่มผมขาวคนนั้นอีกแล้ว เสียงหัวเราะนั่นดูเหมือนดังมาจากที่ไกลๆแต่กลับได้ยินชัดเจนอยู่ในโสตประสาทของเขา


  ที่ดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะคือเสียงนับเลขที่ค่อยๆถอยหลังลง ครองสติของตัวเองไว้ไม่อยู่อีกแล้วสินะ ทั้งหมอนั่น… ทั้งตัวเขา…


  “อ้าว จะกลับไปแล้วเหรอ ไฮเสะ ทำไมรีบกลับจังเลยละ มีเรื่องอะไรที่อยากได้ยินจากผมไม่ใช่เหรอครับ?” เขามองเห็น… นัยน์ตาสีแดงฉานของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มเหยียดยิ้มกว้างขณะเริ่มหักนิ้วในมือ


  เรื่องที่อยากได้ยินงั้นเหรอ เรื่องพรรค์นั้น… จะเป็นยังไงก็ช่าง


  ไม่… ไม่สิ ช่างไม่ได้ ก็เด็กหนุ่มผมทองคนนั้น....


  “นี่ ไฮเสะ ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมนายถึงเข้าไปทำงานที่CCG ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมนายถึงสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ไม่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับ’ตัวเอง’จริงๆงั้นเหรอ?” เด็กหนุ่มผมขาวไม่ได้เปิดประเด็นในเรื่องที่อยากรู้ราวกับจงใจ แต่สิ่งที่ไฮเสะไม่รู้ก็คืออีกฝ่ายก็เริ่มลนลานแล้วเหมือนกัน


  เขาก็แค่… รับไม่ได้กับเรื่องของชายที่ฆ่าเขา… อาริมะ คิโชวคนนั้น แค่เรื่องนั้นเท่านั้นที่เขาอยากให้อีกฝ่ายรับรู้


  “ที่เขาว่ากันว่าคนใกล้ตัวเนี่ย ไว้ใจไม่ได้มากที่สุด ท่าจะจริงนะ” คนผมขาวพูดกลั้วหัวเราะ แต่ไม่รู้ทำไม...น้ำเสียงนั่นถึงแฝงไปด้วยความเศร้าแบบนั้น


  “นาย… อยากจะพูดอะไรกันแน่” ไฮเสะถามกลับอย่างไม่เข้าใจ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นอย่างอธิบายไม่ถูก แถมในหัวเขาตอนนี้ก็ยังพยายามนึกย้อนถึงความฝันในคราวนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายอีกตังหาก

  อ่า ใช่ ตอนนั้น… ตัวเขา… ที่มีเส้นผมสีดำสนิท


  เด็กหนุ่มผมขาวจ้องตาเขา ก่อนจะเอ่ยยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนติดตลก แต่แววตานั่นไม่ได้ฉายแววล้อเล่นเลยซักนิด


  “ผมน่ะ แข็งแกร่ง… เคยแข็งแกร่งมาก มากๆเลยละ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นละที่จะปราบผมได้”


  เพียงประโยคสั้นๆเท่านั้นก็ทำเอาไฮเสะรู้สึกหนาวไปจนถึงขั้วหัวใจ


  “แล้วคุณ…ก็… รู้จักสินะ’ยมทูตแห่งCCG’คนนั้นน่ะ?”


  เพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มผมขาวคนนั้นไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่ส่งรอยยิ้มที่มุมปากมาให้ ไฮเสะรู้เหมือนหัวใจถูกบีบ เขารู้ตัวทันทีทีว่าตัวเองเคย‘สงสัย’ในสิ่งที่คุณตรงหน้าพูด แต่ทุกครั้งที่เขาเริ่มสับสน เขาจะคอยปัดความคิดนั้นออกจากหัวอยู่เรื่อย


  เพราะฉะนั้น… ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ที่เขาต้องทำก็แค่… ปัดมันทิ้งไปซะ!


   “นาย…” คนผมสองสีเค้นเสียงออกจากลำคอ แม้มันจะรู้สึกแห้งผากไปหมด “นายกำลังจะบอกว่า… คุณอาริมะ เป็นคนฆ่านาย… อย่างนั้นเหรอ?”


  ภาพที่สะท้อนเข้ามาในตาเขาพร่าเลือนเต็มทน เขารู้ดีว่าเขาคงอยู่ที่นี่อีกไม่นาน ถึงจะคิดว่าเขาอาจจะมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก แต่ไม่รู้ทำไม… ทำไมเขาถึงได้รู้สึก อยากจะมีเวลาอยู่ตรงนี้อีกซักนิด


  ยังมี… อะไรที่เขาอยากรู้อีกตั้งเยอะ


  “ใช่ เขาเป็นคนฆ่าผม” เด็กหนุ่มชี้นิ้วที่มีเล็กสีดำสนิทมาที่ตัวเอง “ซึ่งก็คือคุณ” ก่อนจะชี้มาที่เขา


  “!!!” คนผมสองสีไม่รู้จะพูดอะไรตอบ หรืออาจะเป็นเพราะเขาพูดไม่ออกก็เป็นได้ อีกฝ่ายสาวเท้าเข้ามาหาเข้าที่กำลังจะหายไป ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเยาะเย้ย


  “และเขาก็จะฆ่าคุณอีกครั้ง เขาไม่ลังเลหรอก”


  “อึก…” ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายแค่ตั้งใจจะปั่นหัวเขา… แต่ เขาก็รู้อีกว่าถ้าเกิดเขาไม่ใช่ซาซากิ ไฮเสะอีกต่อไปแล้วละก็….


  เขาก็คงโดนคุณอาริมะฆ่าอย่างที่อีกฝ่ายว่า…


  แต่ว่า…


  ‘ไฮเสะ ถ้านายมีปัญหาอะไร ปรึกษาฉันได้ตลอดนะ’


  ‘กินข้าวตรงเวลารึเปล่า ถ้าไม่กินให้ตรงเวลา เดี๋ยวจะแย่เอาทีหลังนะ’


  ‘นายเหนื่อยมาเยอะแล้วละ ไฮเสะ’


  ‘เพราะว่า… ฉันอยากจะปกป้องนาย’


  ไฮเสะกัดริมฝีปากแน่น เขารู้ดีว่า ความรู้สึกของเขาที่มีให้กับคนคนนั้น… เป็นของจริง


  “ฉัน…” ชายหนุ่มเค้นคำพูดออกมาในที่สุด “ต่อให้ต้องโดนคุณอาริมะฆ่าอีกซักกี่รอบ… ก็ไม่เป็นไร”


  “คุณ…” เด็กหนุ่มผมขาวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เขาพูด ก่อนจะหรี่ตาลงแล้วพูดราวกับถากถางด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “สั่นอยู่งั้นสิครับ?”


  คนผมสองสีไหวตัว นึกขำตัวเองขึ้นมาในใจ คิดจะโกหกคนตรงหน้า…. คิดจะโกหกตัวเองเนี่ยนะ? ไม่โดนอีกฝ่ายจับได้น่าจะเป็นเรื่องแปลกเสียมากกว่า


  น่าขำ แต่ชายหนุ่มก็หัวเราะไม่ออก ผิดกับเด็กหนุ่มผมขาวตรงหน้าที่เหยียดยิ้มกว้างขึ้นราวกับตัวเองเป็นผู้ชนะ


  “เอาเถอะ ใช้เวลาที่เหลือสนุกกับคนคนนั้นให้เต็มที่นะครับ”


  แล้วภาพตรงหน้าเขาก็หายไป


  ‘จนกว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้ง’


  เป็นเสียงสุดท้ายที่ก้องอยู่ในหัวของเขา    







----------------------------------------------------------------------------

จบไปอีกตอนแล้ว!! ตอนหน้าก็ตอนจบแล้วล่ะค่า XD

Comment

Comment:

Tweet

big smile big smile big smile

#1 By คอนโดรัชดา (110.77.196.39|10.44.44.163, 110.77.196.39) on 2015-08-24 11:44